Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7978/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 นำทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสไปจำนองแก่ธนาคารจำเลยที่ 2 โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1) แต่จำเลยที่ 2 กลับรับจำนองไว้ โดยอ้างว่า ว. ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแล้ว ย่อมถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำนิติกรรมจำนองโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สินที่ให้จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทนั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแก่ จำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1469 ซึ่งการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอหย่า และขอแบ่งสินสมรส และศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิ บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้ว อันเป็นการใช้สิทธิบอกล้างในขณะที่ โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากัน ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกล้างสัญญา ระหว่างสมรสแล้ว ย่อมทำให้สัญญาดังกล่าวสิ้นความผูกพัน ทำให้ ทรัพย์พิพาทกลับเป็นสินสมรสดังเดิม และเมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง จึงต้องถือว่าขณะฟ้องคดีนี้ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสัญญาระหว่าง สมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สิ้นผลแล้ว ทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินสมรส อยู่ขณะฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 คู่สมรสต้องขอเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดจะเพิกถอนเฉพาะส่วนหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายมีสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 256 เนื้อที่ 40 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 500 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่สุจริตเพราะรู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 มีคู่สมรส สัญญาจำนองจึงไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์รู้ถึงการทำนิติกรรมจำนองดังกล่าว จึงได้ฟ้องขอให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นแล้ว แต่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง เพราะไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา เนื่องจากคดีอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 256 แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย

เขตสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองตามฟ้องมาแต่ต้น และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาระหว่างสมรสยอมให้จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต อย่างไรก็ตามโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันรู้เหตุเพิกถอน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายคือ นางวิพรอาภาวศิน ไม่ใช่โจทก์ จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินตามฟ้องเพราะเชื่อโดยสุจริตตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งว่ามีนางวิพรเป็นภริยา

จำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 256 แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน ต่อมาคนทั้งสองแยกกันอยู่แต่มิได้จดทะเบียนหย่า แล้วจำเลยที่ 1 ได้นางวิพรเป็นภริยาใหม่ ครั้นวันที่ 15 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองทรัพย์ดังกล่าวเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 8,000,000 บาท ไว้แก่จำเลยที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองมีนางสาวสมปอง ภู่แกมแก้ว พนักงานของจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 ตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองโดยมีการให้ความยินยอมของคู่สมรสถูกต้อง

เนื่องจากจำเลยที่ 1 และนางวิพรอ้างว่าเป็นสามีภริยากันปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล.6 แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และนายชัชวาลย์ โอตรวรรณะ พยานโจทก์ซึ่งเป็นบุตรโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ได้นางวิพรเป็นภริยาใหม่แล้ว โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสระหว่างกันตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินในตระกูลโอตรวรรณะ เอกสารหมาย ล.4 หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ได้ประกาศขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ โจทก์สงสัยในพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 จึงดำเนินการตรวจสอบเรื่องราวที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับนางวิพรนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและมิได้ให้ความยินยอมมาก่อน

เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์พิพาทตามฟ้องซึ่งเป็นสินสมรสไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1476(1) แต่จำเลยที่ 2 กลับรับจำนองไว้ โดยอ้างว่านางวิพรซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแล้วย่อมถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำนิติกรรมจำนองดังกล่าวโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวเสียได้ตาม มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สำหรับเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สินในตระกูลโอตรวรรณะ

เอกสารหมาย ล.4 นั้น แม้จะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่ก็มีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ด้วย เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าโจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแก่จำเลยที่ 1 ตามที่มาตรา 1469 ให้อำนาจไว้ได้การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอหย่าและแบ่งสินสมรสตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 773/2537และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำให้การแก้คดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 แล้วต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องให้เพิกถอนสัญญาจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2537 โดยจำเลยทั้งสองเข้าต่อสู้คดีแล้ว แต่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเป็นคดีครอบครัวไม่อยู่ในอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่จะพิจารณาพิพากษา ดังนี้ถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้วตั้งแต่ยื่นฟ้องขอหย่าและแบ่งสินสมรสต่อศาลชั้นต้น หรือตั้งแต่วันที่ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นอย่างช้า จึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวภายในกำหนดขณะที่โจทก์และจำเลยที่ 1ยังคงเป็นสามีภริยาตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1469 ดังกล่าว เมื่อโจทก์บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้ว ย่อมมีผลให้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สินในตระกูลโอตรวรรณะ เอกสารหมาย ล.4 ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างสมรสนั้นสิ้นความผูกพัน

ทำให้ทรัพย์พิพาทกลับเป็นสินสมรสดังเดิม ดังนั้นเมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ต้องถือว่าขณะฟ้องคดีนี้ข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สินในตระกูลโอตรวรรณะ เอกสารหมาย ล.4 ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างสมรสได้สิ้นผลแล้ว ทรัพย์พิพาทตามฟ้องจึงเป็นสินสมรสอยู่ขณะฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า นิติกรรมจำนองยังคงสมบูรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา1480 คู่สมรสต้องขอเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดจะเพิกถอนเฉพาะส่วนหาได้ไม่ คำแก้ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัตร์ สุขเกษม · อธิราช มณีภาค · ชวลิต ธรรมฤาชุ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้