Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7958/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ ถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วกระทงหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 เห็นผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 จึงใช้โซ่ที่ถือมาตีศีรษะผู้เสียหายไป 1 ครั้ง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายซึ่งเป็นเจตนาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แยกต่างหากจากเจตนาบุกรุกในตอนแรกได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (ที่ถูกต้อง มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้โซ่ตีศีรษะผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า จำเลยทั้งห้ามีเจตนาบุกรุกเข้าบ้านผู้เสียหายหรือไม่

จำเลยทั้งห้าฎีกาทำนองว่าบ้านของผู้เสียหายอยู่ใกล้ถนนมาก จำเลยทั้งห้าเพิ่งรู้ว่าเป็นเขตพื้นที่บ้านของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลนั้น เห็นว่า ในชั้นฎีกาจำเลยทั้งห้ายอมรับว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้น จำเลยทั้งห้ายืนอยู่บริเวณหน้าบ้านผู้เสียหาย เหตุที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 ในชั้นสอบสวนเมื่อมีการแจ้งข้อหาจำเลยทั้งห้าร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำเลยทั้งห้าก็ให้การรับสารภาพโดยระบุรายละเอียดว่า จำเลยทั้งห้าขับรถจักรยานยนต์ตามนายอำนวยเข้าไปที่บ้านของนางละเอียดภริยาของผู้เสียหายเพื่อเรียกให้นายอำนวยออกมาพูดจากัน อันเป็นการแสดงว่าจำเลยทั้งห้าทราบดีว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่บ้านของผู้เสียหายแต่ก็ยังติดตามนายอำนวยเข้าไป

จำเลยทั้งห้ามิได้นำสืบโต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวไม่เป็นความจริง กรณีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งห้าทราบดีว่าบริเวณที่จำเลยทั้งห้าเข้าไปนั้นอยู่ในเขตพื้นที่บ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นสามีของนางละเอียด ฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่ว่าจำเลยทั้งห้าไม่มีเจตนาบุกรุกนั้นฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีประจักษ์พยานมาสืบ 3 ปาก คือ นายอำนวย ผู้เสียหาย และนางละเอียดภริยาผู้เสียหาย ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 4 คงไม่พอใจนายอำนวยจึงเข้าไปต่อว่าและผลักนายอำนวยจนล้มลง แต่ผู้เสียหายอยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่พอใจที่จำเลยที่ 4 เข้าไปกระทำการเช่นนั้นต่อหน้าผู้เสียหายจึงเข้าไปห้าม

จำเลยที่ 4 ไม่เชื่อฟัง ผู้เสียหายใช้มือตบหน้าจำเลยที่ 4 เพื่อเป็นการสั่งสอน จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เกิดอารมณ์ชั่ววูบที่เห็นผู้เสียหายทำร้ายเพื่อนของตนจึงใช้โซ่ที่ถือมาตีผู้เสียหายที่ศีรษะไป 1 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายเข้าไปในบ้านและใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว จำเลยทั้งหมดเกรงกลัวความผิดจึงหลบหนีไป เช่นนี้ ตามรูปเรื่องไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้ากับผู้เสียหายมีสาเหตุกันมาก่อน ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งห้าก็มิได้มีเจตนาจะมาหาหรือมุ่งประสงค์จะมาทำร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ใช้โซ่ตีศีรษะผู้เสียหาย เห็นได้ว่า เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในขณะนั้นเพราะผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 ก่อน

เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า จำเลยอื่น ๆ สมคบกันเพื่อมาทำร้ายผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุก็ไม่มีการพูดจายุยงส่งเสริมให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยอื่นร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไป ตามฎีกาจำเลยทั้งห้ามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกระทงหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว และจำเลยที่ 1 เพิ่งมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอันมีสาเหตุเนื่องจากผู้เสียหายตบหน้าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาแล้ว กรณีจึงสามารถแยกเจตนาของจำเลยที่ 1 ออกได้ต่างหากจากเจตนาบุกรุกที่เกิดขึ้นและสำเร็จไปแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เฉพาะข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไว้ มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งห้าฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งห้า โดยให้จำเลยทั้งห้าไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 4 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี ศรีอรุณ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดน่าน - นายเฉลิมพล บุตรดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายไชยผล สุรวงษ์สิน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6339/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1842/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ254/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้