คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม คือ ก. จำเลยลักทรัพย์เงินสดจำนวน 2,000 บาท ของนางสาววรรณดี เครือจันต๊ะ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ข. จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.02 กรัม ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเงินสดจำนวน 2,000 บาท ของผู้เสียหาย และเฮโรอีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นของกลาง เงินสดจำนวน 2,000 บาท ผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ริบเฮโรอีนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 2 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบเฮโรอีนของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย โดยจำเลยฎีกาว่า
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336แต่ศาลรับฟังลงโทษฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคำฟ้องหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องและเกินคำขอของโจทก์ ศาลจะลงโทษจำเลยไม่ได้ต้องพิพากษายกฟ้อง ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ประกอบด้วยการลักทรัพย์โดยใช้กริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ดังนี้ ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์จึงรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย เมื่อศาลรับฟังว่าไม่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เพราะไม่ได้ใช้กิริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า คงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ศาลก็มีอำนาจลงโทษฐานลักทรัพย์ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน