Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาคดีในส่วนอาญาว่า จำเลยกระทำความผิดโดยปลอมแปลงเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว แล้วโจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม อันเป็นสัญญากู้เงินฉบับเดียวกัน ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามผลการกระทำความผิดอาญาดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ว่า จำเลยได้ปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น แม้คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น จะพิพากษาว่าจำเลยมิได้ปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งแตกต่างกับคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ ก็ถือว่าเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ จำต้องถือตามผลคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวฟ้องโจทก์ทั้งสองตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีรวมทั้งค่าเสียหายที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดเป็นเงิน 474,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยคืนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 จำนวน 602,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะอายัดเงินเดือนของโจทก์ต่อไปในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินที่ถูกอายัดตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 801,100 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินที่เป็นเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 ที่ถูกอายัดหลังจากวันฟ้องจำนวน 352,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนที่ถูกอายัดในแต่ละครั้งจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 112,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 602,100 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเคยกู้ยืมเงินจำเลยและลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินให้ไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 จำเลยนำหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 875/2544 ว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากจำเลย 480,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ทั้งสองชำระเงินคืนแล้ว 30,000 บาท คงค้างชำระ 450,000 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก 45,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่จำเลย 495,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท

นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นจำเลยดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้อายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 ที่ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแม่เมาะ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2546 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2554 มีการนำส่งเงินที่อายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว 602,100 บาท และหลังจากโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้แล้วยังมีการอายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 8,000บาท ตลอดมา นอกจากนั้นจำเลยยังนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 รวม 33 รายการ ยึดทรัพย์ของโจทก์ที่ 2 รวม 15 รายการ คิดเป็นราคาทรัพย์รวม 163,700 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงิน 53,100 บาท

ต่อมาโจทก์ทั้งสองว่าจ้างทนายความยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2547 ต่อศาลชั้นต้น ในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมและเบิกความเท็จ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 998/2548 โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างนั้นจำเลยได้นำยอดหนี้ตามคำพิพากษาไปฟ้องโจทก์ที่ 2 ต่อศาลล้มละลายกลางตามคดีหมายเลขดำที่ ล.11765/2552 โจทก์ที่ 2 แต่งตั้งทนายความต่อสู้คดี ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง สำหรับคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้จำคุกรวม 3 ปี

คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาประการแรกว่า เมื่อจำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 875/2544 ให้รับผิดตามสัญญากู้เงิน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้ว เชื่อว่าโจทก์ทั้งสองกู้เงินจากจำเลยตามสัญญากู้เงินตามฟ้องจริง สัญญากู้เงินดังกล่าวมิใช่เอกสารปลอม พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้แก่จำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว การที่ต่อมาโจทก์ทั้งสองกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา จนศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว พิพากษาจำคุกจำเลยคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ผลคดีอาญาดังกล่าวไม่อาจลบล้างคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ที่วินิจฉัยว่า

สัญญากู้เงินที่จำเลยนำไปฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่เอกสารปลอมได้ เพราะเมื่อผลของคดีทั้งสองที่ต่างถึงที่สุดขัดแย้งกัน ก็ต้องบังคับคดีทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาแยกต่างหากจากกันไป เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาคดีในส่วนอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดโดยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว แล้วโจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม อันเป็นสัญญากู้เงินฉบับเดียวกันขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามผลการกระทำความผิดอาญาดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า

จำเลยได้ปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น แม้คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น จะพิพากษาว่าจำเลยมิได้ปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งแตกต่างกับคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ ก็ถือว่าเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ จำต้องถือตามผลคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวฟ้องโจทก์ทั้งสองตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น

อย่างไรก็ตามปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 ตลอดมา และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับชำระเงินเดือนที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดก่อนฟ้องคดีนี้จำนวน 602,100 บาท และอายัดหลังฟ้องคดีนี้จำนวน 352,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีชำระเงินดังกล่าวแก่จำเลยไปแล้วเท่าไร ดังนั้น หากมีเงินเดือนบางส่วนที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ชำระให้แก่จำเลย เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินเดือนที่ถูกอายัดกลับคืนสุทธิมาเท่าไรก็ควรต้องหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่หากโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินเดือนที่ถูกอายัดกลับคืนเป็นจำนวนสุทธิเท่าใด ให้นำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงนั้นด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · จินดา ปัณฑะโชติ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดลำปาง - นายนิติธร ภาระจำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1741/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ728/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ23/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้