Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินโจทก์และรับเงินไปแล้ว โจทก์ไปทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้และรับเงินโจทก์ โจทก์เชิด พ. เป็นตัวแทนรับจ้างเหมาทำงานของทางราชการ แล้วให้จำเลยกับพ.เป็นผู้ลงแรงและเพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อจำเลยกับพ. รับเงินค่าจ้างจากทางราชการแล้วจะนำมามอบให้โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยและ พ. ทำหนังสือสัญญากู้ไว้ให้คนละฉบับ โดยมิได้มีการรับเงินตามสัญญานั้น จำเลยกับ พ. ได้มอบเงินให้โจทก์ทุกครั้งที่รับมา คงเหลืองวดสุดท้ายที่ถูกทางราชการหักไว้เป็นค่าปรับ จึงไม่สามารถนำเงินมาให้โจทก์เพื่อขอสัญญากู้คืน ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้ จำเลยมีสิทธินำสืบตามข้อต่อสู้ได้ เพราะเป็นการนำสืบถึงข้อตกลงอันเป็นมูลเหตุและความประสงค์ที่ทำสัญญากู้ขึ้นประการหนึ่ง กับนำสืบว่ามูลหนี้อันจะทำให้จำเลยต้องรับผิดใช้เงินให้แก่โจทก์นั้นไม่มี อีกประการหนึ่ง (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 23/2507)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินโจทก์ 20,000 บาทและรับเงินไปแล้ว มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้กับดอกเบี้ย หากไม่สามารถชำระก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่ได้กู้และรับเงินโจทก์ ที่ทำสัญญากู้ไว้ให้นั้นเป็นการอำพรางการที่นายพรตัวแทนเชิดของโจทก์เป็นผู้รับจ้างเหมาสร้างเสริมถนนและถมดินคอสะพานกับทางราชการจังหวัดสมุทรปราการ และโจทก์ให้จำเลยที่ 1 กับนายพรเป็นผู้ลงแรงโดยโจทก์จ่ายค่าพาหนะให้ เสร็จงานมีกำไรจะแบ่งให้จำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่ง และเพื่อเป็นหลักประกันการที่จำเลยที่ 1 กับนายพรจะรับเงินค่าจ้างจากทางราชการแทนโจทก์

โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 และนายพรทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้คนละ 20,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติกรรมอำพราง มิได้มีการรับเงินกันตามสัญญานั้น แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 กับนายพรนำเงินค่าจ้างที่ได้รับมามอบให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ ตามสัญญา จำเลยที่ 1 กับนายพรได้มอบเงินให้โจทก์ทุกครั้งที่รับมา คงเหลืองวดสุดท้ายที่ทางราชการหักไว้เป็นค่าปรับจึงไม่สามารถนำเงินงวดนั้นมาให้แก่โจทก์เพื่อขอรับสัญญากู้คืนมาได้ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา ศาลให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวศาลชั้นต้นฟังตามข้อนำสืบของจำเลยหักล้างเอกสารสัญญากู้ว่าจำเลยไม่ได้รับเงินไปตามสัญญา เอกสารสัญญากู้ไม่สมบูรณ์

พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาในข้อกฎหมายว่า จำเลยจะนำสืบหักล้างเอกสารสัญญากู้ไม่ได้ศาลฎีกาเห็นว่า คดีฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับจ้างถมดินคอสะพานและเสริมสร้างถนนจากทางราชการเป็นเงินค่าจ้างราว 200,000 บาทโดยโจทก์มอบให้นายพรเป็นคู่สัญญารับจ้างเหมาในฐานะเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยดำเนินงานนี้ด้วย ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ออกเงินทุน และจำเลยที่ 1 กับนายพรเป็นผู้รับเงินค่าจ้างจากทางราชการ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจำเลยจะต้องนำเงินมามอบให้โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 และนายพรทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ยึดถือไว้คนละฉบับเป็นเงินคนละ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยมิได้มีการรับเงินกันตามสัญญากู้ ในระยะแรกเมื่อจำเลยได้รับเงินค่าจ้างมาก็มอบให้โจทก์บ้างหักเป็นค่าจ้างคนงานบ้าง

ต่อมามิได้นำเงินมามอบให้โจทก์ เพราะเงินค่าจ้างงวดสุดท้าย 20,000 บาทเศษนั้นทางราชการหักเป็นค่าปรับฐานผิดสัญญากับจ่ายเป็นค่าจ้างคนงานที่ติดค้างเสียหมด โจทก์จึงนำสัญญากู้มาฟ้องจำเลยศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ข้อตกลงอันแท้จริงระหว่างโจทก์จำเลยมีอยู่ว่า เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าจ้างมาแล้วต้องนำมาให้โจทก์ การที่ทำหนังสือสัญญากู้กันไว้ ก็เพื่อจะให้เป็นหลักประกันในอนาคตว่าจำเลยต้องนำเงินมามอบให้โจทก์ตามที่ตกลงไว้ดังกล่าวหาใช่เป็นการกู้เงินกันตามความจริงไม่ ถ้าจำเลยได้รับเงินค่าจ้างมาแล้วเท่าใด โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้เท่าจำนวนนั้นคู่กรณีไม่มีเจตนาจะเรียกร้องกันตามจำนวนเงินในสัญญากู้นั้นเลยการที่จำเลยนำสืบนั้นเป็นการนำสืบถึงข้อตกลงอันเป็นมูลเหตุและความประสงค์ที่ทำสัญญากู้ขึ้นว่ามีอยู่อย่างไร และการที่จำเลยนำสืบว่าได้รับเงินงวดก่อน

ๆ มาก็นำไปให้โจทก์ แต่งวดสุดท้ายมิได้มอบให้เพราะถูกหักเป็นค่าปรับฐานผิดสัญญาและจ่ายให้คนงานเสียหมดนั้น เป็นการนำสืบว่ามูลหนี้ที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์นั้นหามีไม่ การนำสืบดังนี้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เมื่อฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
คร้าม สิวายะวิโรจน์ · การุณย์นราทร · สนิท สุมาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้