Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7807/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกให้โจทก์นำบัญชีที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีและใบเสร็จการชำระภาษีเงินได้มาให้เจ้าพนักงานประเมินตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2536จนถึงวันที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงนามรับทราบผลการตรวจสอบเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี เป็น การให้โอกาสแก่โจทก์ตามกำหนดเวลาอันสมควรแล้วแต่โจทก์ส่งเอกสารมาเพียงบางส่วน มิได้สนใจค้นหา เอกสารดังกล่าวอย่างแท้จริง จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามมาตรา 71(1)แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรโดยชอบแล้วแม้ภายหลังโจทก์ยื่นอุทธรณ์และส่งเอกสารทางการบัญชีหลายเล่มมาประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม ก็หาทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ชอบแล้วเสียไปไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 19 ป.รัษฎากร มาตรา 71

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินที่ 1016/2/100705ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 382/2539/1 ลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2538และให้จำเลยที่ 1 คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ตามกำไรสุทธิที่เป็นจริง กับให้งดหรือลดเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยจำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้วและเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นผลบังคับตามกฎหมายไม่อาจงดหรือลดได้แต่อย่างใดขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าวันที่ 10 สิงหาคม 2536 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรโดยอ้างว่า

มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีและยื่นประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2533 ไม่ถูกต้องให้โจทก์นำบัญชีที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบ ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2536 โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวจิตรา อ๋องสมหวัง ไปให้การต่อเจ้าพนักงานประเมินว่า ไม่สามารถนำบัญชีและพยานหลักฐานต่าง ๆ มามอบให้ได้เนื่องจากเคลื่อนย้ายการเก็บรักษา ต่อมาวันที่10 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าเมื่อโจทก์ไม่สามารถส่งหลักฐานบัญชีเอกสารประกอบการลงบัญชีต่อเจ้าพนักงานประเมินได้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 71(1)

แห่งประมวลรัษฎากรประเมินภาษีโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆเป็นจำนวนเงิน 24,778,830.90 บาท เป็นภาษี1,238,941.55 บาท เงินเพิ่ม 929,206.16 บาท รวมเป็นเงิน 2,168,147 บาท ให้โจทก์นำไปชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่าเจ้าพนักงานประเมินจะทำการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 แห่งประมวลรัษฎากร โดยอ้างว่าโจทก์ไม่นำบัญชีเอกสารมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบได้หรือไม่โจทก์มีนางจิตรา อ๋องสมหวัง ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าพยานได้ให้การต่อเจ้าพนักงานประเมินว่า

เอกสารที่ยังไม่ได้ส่งนั้นยังหาไม่พบเนื่องจากมีการก่อสร้างอาคารและย้ายที่เก็บเอกสาร ทั้งมีการเปลี่ยนพนักงานของโจทก์ที่ดูแลเอกสาร ขอให้ขยายเวลาการตรวจสอบเมื่อโจทก์พบเอกสารได้แจ้งนางมุกดาและนำเอกสารไปส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2538เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบส่วนจำเลยมีนางมุกดา ไตรสารศรี ผู้ตรวจสอบภาษีและเอกสารประกอบการลงบัญชีของโจทก์เบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางจิตรามาชี้แจงพร้อมส่งแบบภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 สำเนา ภ.ง.ด.53 แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำเนาแบบ ภ.ค.40 แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีการค้า แต่ไม่ได้ส่งสมุดบัญชีและเอกสารประกอบบัญชีเมื่อโจทก์ไม่ได้ส่งเอกสารการลงบัญชีจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ตามมาตรา 71(1)

แห่งประมวลรัษฎากรเห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบไม่ปรากฏว่าโจทก์พบเอกสารและแจ้งให้นางมุกดาทราบเมื่อใด แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกให้โจทก์นำบัญชีที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีและใบเสร็จการชำระภาษีเงินได้มาให้เจ้าพนักงานประเมินตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2536 จนถึงวันที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงนามรับทราบผลการตรวจสอบเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี เป็นการให้โอกาสแก่โจทก์ตามกำหนดเวลาอันสมควรแล้ว แต่โจทก์ส่งเอกสารมาเพียงบางส่วน มิได้สนใจค้นหาเอกสารดังกล่าวอย่างแท้จริง จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด

ๆ ตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรแม้การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และยื่นเอกสารมาเพิ่มเติมก็เป็นการยื่นภายหลังที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยชอบแล้วที่โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อกฎหมายว่า เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และโจทก์ได้ส่งมอบเอกสารในชั้นอุทธรณ์แล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์น่าจะวินิจฉัยให้โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรและเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินนั้น เห็นว่าเมื่อเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรโดยชอบแล้วแม้ภายหลังโจทก์ยื่นอุทธรณ์และส่งเอกสารทางการบัญชีหลายเล่มมาประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม ก็หาทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ชอบแล้วเสียไปไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เหล็ก ไทรวิจิตร · สันติ ทักราล · วิชา มั่นสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2549

ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ เนื่องจาก อ. ไม่ยอมส่งมอบบัญชีและเอกสารคืนโจทก์ และโจทก์ไม่สามารถขอใบแทนใบกำกับภาษีจากผู้ออกใบกำกับภาษีได้เพราะโจทก์ไม่ทราบว่ามีใบกำกับภาษีอะไรบ้างนั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9302/2547

หลังจากจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีให้กรรมการโจทก์ไปพบและส่งบัญชีพร้อมทั้งเอกสารไปให้ตรวจสอบ โจทก์ส่งสมุดบัญชีแยกประเภทไปให้จำเลยที่ 1 เพียง 1 เล่ม และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงาน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7826/2543

การที่จำเลยไม่มาพบและส่งบัญชีเอกสารสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ทำให้เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากรมาตรา 71 (1)…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2541

ป.รัษฎากรได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินกับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ต่างหากจากกัน โดยเริ่มแรกหากเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องตรงความเป็นจร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้