Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 779/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านและรั้วเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่กันและกันนั้นคือ ผู้บริโภคทั้งสี่รายต้องชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดจนชำระเงินงวดสุดท้ายในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือเมื่อจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านและรั้วเสร็จสิ้น ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องพัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้านพร้อมรั้วไปด้วย แม้ตามสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของการพัฒนาที่ดินหรือสิ้นสุดของการก่อสร้างบ้านและรั้วของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพึงต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสี่ราย แต่ก็ย่อมอนุมานได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร การที่ข้อเท็จจริงได้ความว่านับแต่ทำสัญญาในปี 2538 จนถึงปี 2547 ที่โจทก์ฟ้องเป็นเวลาถึง 9 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้านพร้อมรั้วจนแล้วเสร็จให้อยู่ในสภาพพร้อมโอนให้ผู้บริโภคทั้งสี่รายได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งในเวลาเดียวกันผู้บริโภคทั้งสี่รายกลับผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินพอสมควรดังกล่าวข้างต้น อันถือได้ว่าผู้บริโภคทั้งสี่รายได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ไปบ้างแล้ว ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาได้ปฏิบัติการชำระหนี้เป็นการตอบแทนแต่อย่างใดไม่ เช่นนี้ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้มีอำนาจดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคทั้งสี่รายซึ่งเป็นเสมือนเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามหนังสือและใบตอบรับก็เพื่อบอกเลิกสัญญา หาใช่หนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาไม่ ดังนั้นจึงไม่ต้องคำนึงถึงระยะเวลา 15 วันว่าเป็นเวลาพอสมควรหรือไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องชดใช้เงินคืนแก่ผู้บริโภคทั้งสี่รายตามฟ้อง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 บัญญัติว่า การดำเนินคดีในศาลแทนผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคนั้นให้ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และได้แจ้งคำสั่งไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้ว จึงมีผลให้พนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีได้เองโดยตรงในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค หาใช่เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะเป็นทนายแผ่นดินไม่ ดังจะเห็นได้ว่าไม่มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความเช่นคดีอื่นๆ เมื่อพนักงานอัยการมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความ จึงไม่ชอบที่ศาลจะสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีชดใช้ค่าทนายความแก่ฝ่ายที่ชนะคดี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคและการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามแทนพวกผู้บริโภคจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม โจทก์จึงมีมติมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยทั้งสามแทนพวกผู้บริโภค เพื่อบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนเงินทั้งหมดที่ได้รับจากผู้บริโภครายอื่นๆ ที่ร้องเรียนไว้แล้ว และที่จะมาร้องเรียนจำเลยทั้งสามต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในลักษณะเรื่องทำนองเดียวกันเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง ต่อมานางพัชรินทร์หรือกุลชไม นางธิดา นายสินธู และนายถวัลย์ ผู้บริโภคได้ร้องเรียนขอให้โจทก์ดำเนินการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามคืนเงินแก่ผู้บริโภคที่จ่ายให้แก่จำเลยทั้งสามตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ย

เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสามขอให้ปฏิบัติตามสัญญาโดยให้จำเลยทั้งสามดำเนินการก่อสร้างบ้าน รั้ว และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้บริโภคในคดีนี้พร้อมทั้งก่อสร้างสาธารณูปโภค รวมทั้งบริการสาธารณะต่างๆ ให้แล้วเสร็จตามที่โฆษณาภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญากับผู้บริโภค และขอถือหนังสือฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนาในการบอกเลิกสัญญาพร้อมทั้งขอให้จำเลยทั้งสามคืนเงินทั้งหมดที่ได้รับไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่ผู้บริโภค โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสือแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ยอมรับ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมิได้ปฏิบัติตามสัญญาภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าว

ถือว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อผู้บริโภคและผู้บริโภคได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่นางพัชรินทร์หรือกุลชไมเป็นเงิน 3,260,734.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 2,132,440 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่นางธิดาเป็นเงิน 1,822,602.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 1,200,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่นายสินธูเป็นเงิน 450,080.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 301,140 บาท เป็นต้นไป

จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่นายถวัลย์เป็นเงิน 837,766.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 541,260 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่นายสันติเป็นเงิน 341,315.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 227,440 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ผิดสัญญาต่อผู้บริโภคตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยทั้งสามไม่จำต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่ผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่นางพัชรินทร์หรือกุลชไม จำนวน 3,260,734.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,132,440 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่นางธิดา จำนวน 1,822,602.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่นายสินธู จำนวน 450,080.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 301,140 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่นายถวัลย์

จำนวน 837,766.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 541,260 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่นายสินธู จำนวน 341,315.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 227,440 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายถวัลย์ ผู้บริโภคลำดับที่ 4 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 25 มกราคม 2550

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 541,260 บาท แก่นายถวัลย์ พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 196,744.30 บาท รวมจำนวน 738,004.30 บาท รายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 25 มกราคม 2550 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้แก่นางพัชรินทร์หรือกุลชไม นางธิดา และนายสินธู ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าทนายความแทนโจทก์รวมสองศาลจำนวน 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนที่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้นายถวัลย์ ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 นอกนั้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ขอถอนฎีกา จำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายสุวิทย์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามสำเนาคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 368/2540 เอกสารหมาย จ.51 ดังนั้นที่นายสุวิทย์ลงนามแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล ตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 1/2541 เอกสารหมาย จ.39 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค วันที่ 11 เมษายน 2546 ซึ่งมีนายกร

รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นประธานกรรมการ และมีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยทั้งสามเพื่อบังคับให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้เงินคืนแก่ผู้บริโภคทั้งสี่รายรวมถึงผู้บริโภครายอื่นๆ ที่ร้องเรียนไว้ตามสำเนารายงานการประชุม ครั้งที่ 2/2546 เอกสารหมาย จ.45 นั้น ก็ปรากฏว่านายกรได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามสำเนาคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 41/2546 เอกสารหมาย จ.52 แล้ว มติดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ 2/2546 จึงเป็นมติที่ชอบ เมื่อการแต่งตั้งพนักงานอัยการได้รับความเห็นชอบจากอัยการสูงสุด และได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบถึงการแต่งตั้งพนักงานอัยการทำหน้าที่ดำเนินคดีในศาลอันเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค

พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่งแล้วนั้น พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตลอดไป โดยมิจำต้องมีมติแต่งตั้งเป็นรายกรณีไป เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสามเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภค โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 (7) ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อผู้บริโภคทั้งสี่รายตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงคงฟังเป็นยุติเบื้องต้นตามที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ติดใจสืบว่า นางพัชรินทร์หรือกุลชไม ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยที่ 1 และชำระเงินให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงิน 2,132,440 บาท ตามสำเนาสัญญาเอกสารหมาย

จ.4 นางธิดา ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยที่ 1 และชำระเงินให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงิน 1,200,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเอกสารหมาย จ.12 นายสินธุ ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยที่ 1 และชำระเงินให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงิน 301,140 บาท ตามสำเนาสัญญาเอกสารหมาย จ.19 และทำสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านและรั้วกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้จำเลยที่ 2 แล้วทั้งหมดเป็นเงิน 227,440 บาท ตามสำเนาสัญญาเอกสารหมาย จ.25 นายถวัลย์ ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยที่ 1 และชำระเงินให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงิน 541,260 บาท ตามสำเนาสัญญาเอกสารหมาย จ.34 นางพัชรินทร์หรือกุลชไม นางธิดา นายสินธู และนายถวัลย์ จึงเป็นผู้บริโภคตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค

พ.ศ.2522 มาตรา 3 และฟังได้ว่าจนถึงปัจจุบันจำเลยทั้งสามยังไม่ได้พัฒนาที่ดิน ไม่ได้ก่อสร้างบ้านและรั้วให้ผู้บริโภคทั้งสี่รายแต่อย่างใด เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านและรั้วตามสำเนาเอกสารหมาย จ.4, จ.12, จ.19, จ.25 และ จ.34 เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่กันและกันนั่นคือ ผู้บริโภคทั้งสี่รายต้องชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดจนชำระเงินงวดสุดท้ายในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือเมื่อจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านและรั้วเสร็จสิ้น ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องพัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้านพร้อมรั้วไปด้วย แม้ตามสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของการพัฒนาที่ดินหรือสิ้นสุดของการก่อสร้างบ้านและรั้วของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะพึงต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้บริโภคทั้งสี่ราย แต่ก็ย่อมอนุมานได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร

การที่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นับแต่ทำสัญญาในปี 2538 จนถึงปี 2547 ที่โจทก์ฟ้องเป็นเวลาถึง 9 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้านพร้อมรั้วจนแล้วเสร็จให้อยู่ในสภาพพร้อมโอนให้ผู้บริโภคทั้งสี่รายได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งในเวลาเดียวกันผู้บริโภคทั้งสี่รายกลับผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินพอสมควรดังกล่าวมาข้างต้น อันถือได้ว่าผู้บริโภคทั้งสี่รายได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ไปบ้างแล้ว ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาได้ปฏิบัติการชำระหนี้เป็นการตอบแทนแต่อย่างใดไม่ เช่นนี้ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้มีอำนาจดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคทั้งสี่รายซึ่งเป็นเสมือนเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

การที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.47 ถึง จ.49 นั้น ก็เพื่อบอกเลิกสัญญา หาใช่หนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาไม่ ดังนั้น จึงไม่ต้องคำนึงถึงระยะเวลา 15 วัน ว่าเป็นเวลาพอสมควรหรือไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องชดใช้เงินคืนแก่ผู้บริโภคทั้งสี่รายตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดค่าทนายความเป็นเงินน 50,000 บาท (ที่ถูก เป็นเงิน 40,000 บาท) หรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

จำเลยทั้งสองจึงควรได้รับการยกเว้นด้วยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 บัญญัติว่า การดำเนินคดีในศาลแทนผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคนั้นให้ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง และข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และได้แจ้งคำสั่งไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้ว จึงมีผลให้พนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีได้เองโดยตรงในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค หาใช่เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะเป็นทนายแผ่นดินในคดีนี้ไม่ ดังจะเห็นได้ว่าไม่มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความเช่นคดีอื่นๆ เมื่อพนักงานอัยการมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความ จึงไม่ชอบที่ศาลจะสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีชดใช้ค่าทนายความแก่ฝ่ายที่ชนะคดี คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม แย้มสอาด · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้