Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2508

พ.ศ. 2508 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ย่อมใช้บังคับได้ตลอดถึงบริวารจำเลยด้วย โจทก์ร้องว่า ผู้ร้องกับพวกเป็นบริวารจำเลยผู้ร้องกับพวกสู้ว่าไม่ได้เป็นบริวารจำเลยเพราะเป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลยศาลสั่งว่าให้ผู้ร้องกับพวกอยู่ในที่ดินโจทก์ต่อไปอีก 3 เดือน คำสั่งศาลที่ว่านี้เป็นคำสั่งศาลชี้ขาดในประเด็นระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในข้อโต้เถียงแล้วมิได้มีฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนั้นย่อมเด็ดขาดถึงที่สุดตามกฎหมายและบังคับคดีต่อไปตามคำสั่งนั้นได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา271) ศาลสั่งให้ผู้ร้องกับพวกอยู่ในที่ดินโจทก์ได้เพียง 3 เดือน เพราะการเช่าจากจำเลยเป็นการอยู่โดยอาศัยอำนาจจำเลย ชื่อว่าเป็นบริวารจำเลย ผู้ร้องขอให้แก้เป็นให้ผู้ร้องอยู่ได้ต่อไป เพราะผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลยย่อมไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา144(1) เพราะมิใช่การขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตามมาตรา 143

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2503 ว่าจำเลยยอมออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 3 เดือนครั้นวันที่ 13 ธันวาคม 2503

โจทก์ยื่นคำร้องว่าบริวารของจำเลยไม่ยอมออกไปตามคำพิพากษารวม 47 ราย ขอให้เรียกมาสอบ ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2504 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ผู้ที่ถูกหมายเรียก 47 คนมาศาลแถลงว่าไม่ได้เป็นบริวารจำเลย แต่เป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลยทุกคน และแถลงว่ายังไม่มีที่ไป จึงยังไม่ได้ออกไปจากที่ดินโจทก์ โจทก์แถลงยอมให้บุคคลเหล่านี้อยู่ในที่ดินต่อไปได้เพียง 3 เดือน ศาลจึงสั่งว่าให้บุคคล 47 คนนี้อยู่ในที่ดินโจทก์ได้ต่อไปเพียง 3 เดือน นับแต่วันนี้ ผู้ถูกเรียกมาสอบทุกคนแถลงว่าต้องหาที่อยู่ใหม่ได้เสียก่อนจึงจะยอมเซ็นชื่อในรายงานครั้นวันที่ 10 และ 11 เมษายน 2504 ผู้ร้องรวม 19 คนยื่นคำร้องว่าตามที่ศาลหมายเรียกผู้ร้องกับพวกมาศาล โดยโจทก์อ้างว่าเป็นบริวารจำเลย ให้ศาลสอบถามเพื่อบังคับนั้น

ผู้ร้องกับพวกรวม 47 คนได้แถลงไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 มกราคม 2504 เพราะสำคัญผิดในสารสำคัญ ไม่ทราบว่าการเช่าที่ดินจากจำเลยจะเป็นบริวารของจำเลยด้วย ความจริงผู้ร้องเป็นผู้เช่าที่ดินจากคุณหญิงอินทรมนตรีเจ้าของเดิมปลูกบ้านอยู่อาศัย จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ขอให้ศาลแก้ข้อผิดหลงที่ให้ผู้ร้องอยู่ได้เพียง 3 เดือนนั้นเสีย และไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งว่าผู้ร้องมิใช่บริวารจำเลย ยกคำร้องโจทก์ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2503โจทก์คัดค้ารว่า ผู้ร้องไม่เคยเช่าที่ดินจากคุณหญิงอินทรมนตรีแต่เป็นผู้เช่าช่วงจากจำเลย ศาลมิได้สั่งโดยผิดหลง ถ้าผู้ร้องจะคัดค้านคำสั่งศาลก็ชอบที่จะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 1 เดือนนับแต่วันศาลสั่งศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า

ผู้ร้องทั้ง 19 มิใช่บริวารจำเลย ให้ยกคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2503โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลลงวันที่ 10 มกราคม 2504 เป็นคำสั่งชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ให้ผู้ร้องอยู่อีกเพียง 3 เดือนหมายความว่า เมื่อพ้น 3 เดือนก็ต้องออกไป ถ้าผู้ร้องไม่ยอมออกตามคำสั่งก็ชอบที่จะคัดค้านหรืออุทธรณ์ภายในอายุอุทธรณ์ แต่กลับมาร้องขอให้ศาลไต่สวนใหม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคแรกพิพากษากลับให้ยกคำร้องลงวันที่ 10, 11 เมษายน2504 ของผู้ร้องทั้ง 19 คนนั้นผู้ร้องเพียง 17 คนฎีกาต่อมาศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์นั้น ย่อมใช้บังคับได้ตลอดถึงบริวารจำเลยปัญหาที่ว่า

คำสั่งศาลลงวันที่ 10 มกราคม 2504 เป็นคำสั่งชี้ขาดในประเด็นข้อใดแห่งคดีระหว่างผู้ร้องกับโจทก์หรือไม่นั้นปรากฏตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2503 หาว่าผู้ร้องกับพวกรวม 47 คนเป็นบริวารจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินโจทก์ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 มกราคม 2504 ผู้ร้องกับพวกรวม 47 คนต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นบริวารจำเลย เพราะเป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลยทุกคน แถลงว่ายังไม่มีที่ไป จึงยังไม่ได้ออกจากที่ดินโจทก์ ดังนั้นในชั้นนี้จึงมีข้อโต้เถียงว่าจะให้ผู้ร้องกับพวก 47 คนออกจากที่ดินโจทก์ตั้งแต่เมื่อใดหรือไม่ การที่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 มกราคม 2504 ว่า ศาลจึงสั่งว่าให้บุคคลทั้ง 47 คนนี้อยู่ในที่ดินของโจทก์ได้ต่อไปเพียง 3 เดือนนับแต่วันนี้ จึงเป็นการชัดแจ้งว่าที่ศาลสั่งเช่นกล่าวนี้ เป็นคำสั่งศาลชี้ขาดในประเด็นระหว่างผู้ร้องกับพวก 47 คน

ฝ่ายหนึ่งกับโจทก์ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้โต้เถียงกันดังกล่าวข้างต้น โดยศาลเห็นว่าผู้ร้องกับพวก 47 คนมาศาล แสดงข้อแก้ตัวในการขัดขืนมิได้จึงให้ผู้ร้องกับพวกอยู่ในที่ดินของโจทก์ได้อีก 3 เดือน มิฉะนั้นจะออกหมายจับขัง ถ้ายังคงขัดขืนอยู่ต่อไป (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรค 2) ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องลงวันที่ 10 เมษายน 2504 ขอให้ศาลแพ่งแก้คำสั่งศาลแพ่งลงวันที่ 10 มกราคม 2504 ซึ่งยุติถึงที่สุดแล้วนั้นอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในข้อโต้เถียงแล้วมิได้มีฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้าน

คำสั่งนั้นย่อมเด็ดขาดถึงที่สุดตามกฎหมายและบังคับคดีต่อไปตามคำสั่งนั้นได้(ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271)ที่ผู้ร้องอ้างผิดหลงเพื่อขอให้ศาลแก้นั้น ก็ปรากฏว่าเดิมศาลสั่งให้ผู้ร้องกับพวก 47 คนอยู่ในที่ดินโจทก์ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ร้องกับพวก 47 คน จะต้องออกจากที่ดินโจทก์ไปเมื่อพ้น 3 เดือนแล้ว เพราะการเช่าจากจำเลยเป็นการเข้าอยู่โดยอาศัยอำนาจจำเลย ชื่อว่าเป็นบริวารของจำเลยตามกฎหมายผู้ร้องขอให้แก้เป็นให้ผู้ร้องอยู่ได้ต่อไป เพราะผู้ร้องตกลงเช่าที่ดินจากคุณหญิงอินทรมนตรี มิใช่บริวารจำเลยดังนั้น จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144(1) เพราะมิใช่การขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตาม มาตรา 143พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พร สุขารมณ์ · ประกอบ หุตะสิงห์ · กิตติ สีหนนทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้