คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ จำเลยแพ้คดีโจทก์ โจทก์นำยึดทรัพย์ที่ดินของผู้ร้องซึ่งรับโอนมาจากจำเลย โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของผู้ร้องรับโอนจากจำเลย โดยผู้ร้องตกลงชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่จำเลยจำนองสหกรณ์ไว้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การโอนที่พิพาทเป็นการยกให้โดยเสน่หาข้อที่ผู้ร้องว่าช่วยชำระหนี้จำนองแทนจำเลยนั้น หาใช่ค่าตอบแทนไม่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่นาพิพาท แสดงว่าจำเลยโอนโดยไม่สุจริต ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์
คำพิพากษาศาลล่าง
ผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า การโอนรายนี้มิได้มีค่าตอบแทน การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทซึ่งติดจำนองสหกรณ์ให้แก่ผู้ร้อง สิทธิจำนองย่อมติดไปกับที่พิพาทด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 จึงเป็นสิทธิของผู้ร้องจะไถ่จำนองในฐานะเป็นเจ้าของผู้รับโอนที่พิพาทมาก็ได้ ถ้าหากผู้ร้องประสงค์จะไถ่ถอนแล้วก็จำต้องใช้เงินค่าไถ่ถอนเองผู้ร้องจะถือการที่ต้องไถ่จำนองเองเป็นค่าตอบแทนการโอนหาได้ไม่ กรณีเป็นเรื่องการยกให้โดยเสน่หาอยู่นั่นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ถ้าหากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา เพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้หรือไม่ว่าการโอนจะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้เสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเลยไปว่า แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมเสียก่อน ศาลก็มีอำนาจชี้ขาดในชั้นนี้ได้นั้นไม่ทำให้เป็นประเด็นในปัญหาข้อกฎหมายชั้นอุทธรณ์ที่ผู้ร้องจะฎีกาต่อมาได้พิพากษายืน