คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวนอนาถา ครั้นถึงวันนัดไต่สวนอนาถา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาใจความว่า ได้พิเคราะห์ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ แล้ว ปรากฏว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และงดการไต่สวนอนาถาเสีย จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งที่ยกคำร้องขอฟ้อง (อุทธรณ์) อย่างอนาถาของจำเลย
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเมื่อฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามเสียแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ในข้ออนาถาจึงตกไป ตามมาตรา ๑๕๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ยกคำร้องของจำเลย จำเลยที่ ๒ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้น ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนอนาถาก่อน แต่ครั้นถึงวันนัดได้สั่งให้งดไต่สวนเสีย โดยว่าไม่จำเป็น และมีคำสั่งว่าไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ โดยว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๔ และคำสั่งศาลอุทธรณ์ก็ได้ท้าวความถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์นั้นด้วย แล้วสั่งว่า เมื่อฟ้องอุทธรณ์ต้องห้ามเสียแล้ว อุทธรณ์ในข้ออนาถาจึงตกไป ตามมาตรา ๑๕๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ยกคำร้อง ดังนี้ ได้พิเคราะห์แล้ว
ศาลฎีกาเห็นว่า ยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ฟ้องอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ ก็พึงสั่งยกคำร้องขอฟ้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรค ๓ หาควรที่จะก้าวล่วงไปสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ เสียทีเดียวไม่ (เทียบตามนัยฎีกาที่ ๒๕๖/๒๕๐๗ ระหว่างนายวอน วงษ์สวรรค์ โจทก์ นายพิชิต ดิษยนันท์ กับพวก จำเลย) ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรค ๓ ค่าธรรมเนียมชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในชั้นนี้ให้คืนแก่จำเลยที่ ๒ ไป.