Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7716/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ใช้ชื่อและแสดงถึงสิ่งประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว โดยมีคำอธิบายส่วนภูมิหลังว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายจากขั้นตอนของการต่อชิ้นส่วน หากผู้ประกอบไม่ชำนาญพอ และอื่นๆ โดยมีข้อถือสิทธิในวิธีการประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะซึ่งทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวและมีบทสรุปว่า โต๊ะมีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะที่ขึ้นรูปครั้งเดียว ความสำคัญของอนุสิทธิบัตรของจำเลยจึงเป็นเรื่องของกรรมวิธีการประดิษฐ์เมื่อชุดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยทำการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวตรงกับฟ้องโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว วรรคสองแล้ว คำขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลยมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์คือโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียวและตามข้อถือสิทธิว่าการประดิษฐ์ที่ขอคุ้มครองคือโต๊ะที่มีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว สาระสำคัญทางการประดิษฐ์ที่จำเลยจดอนุสิทธิบัตรคือการฉีดพลาสติกขาโต๊ะขึ้นรูปครั้งเดียว แต่การฉีดขึ้นรูปพลาสติกเพียงครั้งเดียวเป็นวิธีการผลิตที่มีมานานแล้ว งานประดิษฐ์ของจำเลยจึงมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามความหมายในมาตรา 65 ทวิ ประกอบด้วย มาตรา 6 วรรค (1) (2) และมาตรา 65 ทศ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 รวมถึงข้อถือสิทธิที่กล่าวถึงการประกอบขาโต๊ะทั้งสองด้านเข้าด้วยกันโดยใช้ท่อหรือคานเหล็กสองเส้นที่เจาะเป็นช่องทั้งปลายบนและล่างเพื่อใช้สกรูยึดด้านบน ส่วนด้านล่างใช้สำหรับสอดใส่ตะแกรง รวมทั้งลวดลายประกอบขาโต๊ะซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ซับซ้อนดังมีคำอธิบายอยู่ในหนังสือ การออกแบบเครื่องเรือน ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือการศึกษาที่แพร่หลายมาก่อนหน้าวันขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลย จึงถือว่าไม่ใช่การประดิษฐ์ใหม่เช่นกัน กรณีมีเหตุที่ควรเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจผลิตฉีดขึ้นรูปพลาสติกจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และสินค้าทำด้วยพลาสติก โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า สงวนชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองได้ออกแบบและผลิตโต๊ะอเนกประสงค์โดยใช้วิธีฉีดขึ้นรูปพลาสติกอันเป็นที่รู้จักแพร่หลายแล้ว จำหน่ายสู่ท้องตลาดในประเทศและต่างประเทศมาตั้งแต่ก่อนปี 2544 โต๊ะอเนกประสงค์มีหลายรูปแบบแต่มีลักษณะเหมือนกันคือ ขาโต๊ะหรือชิ้นส่วนประกอบอื่นผลิตขึ้นจากการสร้างแบบหล่อ (Mold) เพียงชิ้นเดียว แล้วใช้เครื่องฉีดพลาสติกทั่วไปฉีดขึ้นรูปตามแบบหล่อดังกล่าวเพียงครั้งเดียวออกมาเป็นขาโต๊ะหรือชิ้นส่วนประกอบเพื่อประหยัดต้นทุนและทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่ถูกลง

จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตร เลขที่ 349 สำหรับการประดิษฐ์โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว โดยยื่นคำขอวันที่ 27 มิถุนายน 2544 และออกอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2544 ต่อมาประมาณต้นปี 2546 จำเลยได้ขู่ว่า จะดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2542 ต่อลูกค้ารายย่อยของโจทก์ทั้งสองหากพบว่ามีสินค้าของโจทก์ทั้งสองอันมีลักษณะที่ละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยดังกล่าวอยู่ในความครอบครองหรือจำหน่ายต่อประชาชน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสองได้ความเสียหายเพราะลูกค้ารายย่อยของโจทก์ทั้งสองต่างตกใจกลัว ปฏิเสธไม่รับสินค้าที่ทำด้วยพลาสติกขึ้นรูปของโจทก์ทั้งสองไม่ว่าประเภทใดๆ โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนขึ้นรูปครั้งเดียว ตามที่จำเลยอ้างในอนุสิทธิบัตรดังกล่าว

ความจริงแล้วไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามความหมายของมาตรา 65 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เพราะผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งโจทก์ทั้งสองได้ใช้กรรมวิธีดังกล่าวผลิตเป็นสินค้าขึ้นมาจำหน่ายแพร่หลายต่อสาธารณชนทั่วไปอยู่ก่อนวันจำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรแล้ว ดังนั้นการประดิษฐ์ตามที่จำเลยอ้างจึงเป็นอนุสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะออกอนุสิทธิบัตรหมายเลขที่ 349 ให้แก่จำเลยก็ตาม ถือว่าเป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 65 นว แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ขอให้พิพากษาเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 สำหรับการประดิษฐ์โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียวของจำเลย และให้จำเลยแจ้งคำพิพากษาดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเพิกถอนทางทะเบียนซึ่งอนุสิทธิบัตรดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองทั้งสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ซึ่งได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2544 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2544 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่จำเลย เมื่อประมาณกลางปี 2545 บริษัทคลาสสิคเฟอร์ริช จำกัด ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการได้ว่าจ้างให้โรงงานฉีดพลาสติกทำการฉีดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ให้เพื่อส่งออกจำหน่าย แต่โรงงานดังกล่าวฉีดขาโต๊ะไม่เป็นไปตามอนุสิทธิบัตร ในระหว่างนั้นจำเลยได้ซื้อยางรองขาเตียงและยางรองขาโต๊ะต่างๆ จากโจทก์ทั้งสอง เมื่อประมาณปลายปี 2545 จำเลยได้นำตัวอย่างขาโต๊ะที่ฉีดขึ้นตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ไปให้โจทก์ที่ 1 ดู และได้ว่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ทำแม่พิมพ์และฉีดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยโดยตกลงจ่ายค่าแม่พิมพ์ 100,000 บาท และค่าฉีดขาโต๊ะชุดละ 75 บาท

ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 1 ได้นำขาโต๊ะจำนวน 872 ชุด มาส่งมอบให้จำเลย จำเลยรับสินค้าไว้โดยยังไม่ได้ตรวจสอบ และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 1 ได้นำใบเสนอราคากับคำสั่งซื้อสินค้ามาให้จำเลยลงลายมือชื่อ ต่อมาจำเลยได้ตรวจสอบพบว่าชุดขาโต๊ะที่โจทก์ที่ 1 นำมาส่งมอบนั้นมีชื่อ สงวนชัย ปั๊มติดไว้ที่ท่อพลาสติกเชื่อมระหว่างขาโต๊ะ จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ที่ 1 มารับชุดขาโต๊ะทั้งหมดคืนไปแก้ไขไม่ให้มีชื่อดังกล่าว และต่อมาได้แจ้งยกเลิกการผลิตกับให้คืนแม่พิมพ์ แต่โจทก์ที่ 1 เพิกเฉย ต่อมาจำเลยทราบว่าโจทก์ที่ 1 นำโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยออกจำหน่ายแก่ลูกค้า จำเลยพบเห็นจึงแจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ที่ 1 ทราบว่าจำเลยเป็นเจ้าของอนุสิทธิบัตรลูกค้าของโจทก์ที่ 1 จึงส่งสินค้าโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยคืนให้โจทก์ที่ 1 จำเลยมิได้ขู่ลูกค้าของโจทก์ที่ 1 แต่ประการใด

นอกจากนี้โต๊ะอเนกประสงค์ของโจทก์มีกรรมวิธีการประดิษฐ์ที่แตกต่างจากโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ของจำเลย จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิและละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่รู้จักไม่เคยติดต่อค้าขายกับโจทก์ที่ 2 มาก่อน ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว มีปัญญาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยได้หรือไม่ ในประการนี้เมื่อพิจารณาอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ใช้ชื่อและแสดงถึงสิ่งประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว โดยมีคำอธิบายส่วนภูมิหลังว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายจากขั้นตอนของการต่อชิ้นส่วน หากผู้ประกอบ (ช่าง) ไม่ชำนาญพอ และอื่นๆ โดยมีข้อถือสิทธิในวิธีการประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะซึ่งทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวและมีบทสรุปว่าโต๊ะมีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะที่ขึ้นรูปครั้งเดียว ความสำคัญของอนุสิทธิบัตรของจำเลยจึงเป็นเรื่องของกรรมวิธีการประดิษฐ์ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ได้ฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าเป็นกรรมวิธีเดียวกับการผลิตสินค้าของโจทก์ทั้งสอง

นอกจากนี้การที่จำเลยนำพันตำรวจตรีสมเกียรติ ธรรมสาส์น พนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวน สอบสวนคดีเศรษฐกิจ มาเบิกความว่า จำเลยนำชั้นวางของอันเป็นวัตถุพยาน (วล.1) พร้อมอนุสิทธิบัตร หมายเลข 349 ของจำเลยไปพบและแจ้งความว่ามีผู้กระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย ซึ่งแม้จะยังไม่ได้ระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ก็ได้ความจากโจทก์ที่ 1 ว่าวัตถุพยาน วล.1 (หรือ ล.16) ซึ่งตรงกับสิ่งประดิษฐ์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 เป็นสินค้าที่โจทก์ทั้งสองผลิตจำหน่าย อีกประการหนึ่งตัวจำเลยเองก็ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองว่าวัตถุพยาน วล.1 (หรือ ล.16 หรือ จ.3) ของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนขาโต๊ะน่าจะฉีดขึ้นรูปพลาสติกครั้งเดียวเช่นกัน

นอกเหนือไปจากที่ได้มีบันทึกถ้อยคำ ในข้อ 6 ที่ว่าชุดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยทำการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวซึ่งก็ตรงกับฟ้องโจทก์หาใช่ไม่ตรงดังที่จำเลยกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยไม่ แม้ว่าวัตถุพยาน วล.1 (หรือ ล.16 หรือ จ.3) จะมีขาโต๊ะเป็น 6 ขา ต่างจากรูปทรงประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่เป็นขาโต๊ะ 4 ขา กรณีรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว. วรรคสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง หาใช่ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า สิทธิบัตรของจำเลยไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 นว. และมีเหตุเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยหรือไม่ ปัญหานี้แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะยังมิได้วินิจฉัยแต่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การรับฟังแล้ว จึงวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน ซึ่งในประเด็นนี้ตัวโจทก์ทั้งสองได้ให้ถ้อยคำว่าสรุปรวมความว่า วิธีการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวมีมานานแล้ว รวมทั้งในต่างประเทศดังตัวอย่างที่บริษัทวังอนุบาล จำกัด นำเข้าและผลิตจำหน่ายเพราะไม่ได้ใช้เทคนิคซับซ้อนแต่ประการใด

ทั้งขณะจำเลยมาติดต่อการค้ากับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 1 ยังได้นำเสนอสินค้าที่โจทก์ทั้งสองผลิตขึ้นด้วยวิธีฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว ในทำนองเดียวกับสินค้าที่จำเลยนำมาให้ดูเป็นตัวอย่างและโจทก์ทั้งสองก็ยังผลิตโต๊ะอเนกประสงค์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 (หรือ วล.1 หรือ จ.16) ที่เห็นในโฆษณาระบุวันที่ 11 ธันวาคม 2543 อันเป็นวันเวลาก่อนวันที่จำเลยจะยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร (วันที่ 27 มิถุนายน 2544) นอกจากนี้รูปทรงโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยยังไม่นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ เพราะโต๊ะสี่ขาเป็นเครื่องเรือนที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ทั้งการประกอบโต๊ะที่นำชิ้นส่วนมาประกอบกัน (Knock Down) ก็เป็นวิทยาการที่มีมานานแล้วดังตัวอย่างตามหนังสือการออกแบบเครื่องเรือน (Furniture

Design) เอกสารหมาย จ.16 หน้า 31, 33, 83 ถึง 90 หรือแม้แต่ในเรื่องลักษณะของผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยก็มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือกระบวนการแปรรูปพลาสติกเอกสารหมาย จ.18 ซึ่งพิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2542 และโจทก์ทั้งสองยังมีนายวีระศักดิ์ ไม้วัฒนา หัวหน้ากลุ่มอนุสิทธิบัตร 1 กรมทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็นพยานเบิกความว่า สิ่งประดิษฐ์ที่มีโครงสร้างสมมาตร แม้จะใช้วัสดุคนละชนิด เช่น ไม้หรือเหล็ก ก็ถือว่าไม่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ รวมทั้งการเปลี่ยนลวดลายที่ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วย ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมานำสืบต่อสู้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ อาทิ โต๊ะ เตียง เก้าอี้ ตั้งแต่ปี 2544 โดยเป็นผู้คิดประดิษฐ์โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียวด้วยพลาสติกและนำไปขอจดอนุสิทธิบัตรเมื่อเดือนมิถุนายน 2544 ก่อนที่จะนำตัวอย่างไปว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ทำแม่พิมพ์และฉีดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2546 โจทก์ทั้งสองได้นำชุดขาโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายอื่น

จำเลยจึงแจ้งให้ลูกค้ารายนั้นทราบว่า เป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย สำหรับโต๊ะอเนกประสงค์ที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้องตามภาพถ่ายท้ายฟ้อง หมายเลย 1 (คือ จ.3 หรือ ล.16 หรือ วล.1) มีความแตกต่างจากชุดขาโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยและจำเลยมีนายประทีป กิจเจริญวงศ์ ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างทำแม่พิมพ์และฉีดพลาสติก กับนายสกล วิธูรจิตต์ เจ้าหน้าที่สำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญามาเบิกความสนับสนุน โดยนายประทีปว่าไม่เคยเห็นสินค้าที่ผลิตตามรูปแบบของจำเลยมีจำหน่ายในท้องตลาดมาก่อน ส่วนโต๊ะพลาสติกที่ขึ้นรูปครั้งเดียวที่พบเห็นในท้องตลาดก็มีกรรมวิธีการผลิตหรือการประดิษฐ์ที่แตกต่างกันกับของจำเลย ส่วนนายสกลว่าอนุสิทธิบัตรไม่จำต้องมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น

ขอเพียงเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ใหม่และสามารถประยุกต์ในงานอุตสาหกรรมได้เท่านั้น ทั้งขั้นตอนการพิจารณาก็เพียงตรวจดูว่ามีสิ่งประดิษฐ์ที่จดทะเบียนแล้วคล้ายกับที่ขอจดทะเบียนหรือไม่เป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งตรวจดูของจำเลยแล้วไม่ปรากฎว่ามีสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนหรือคล้ายกับของจำเลยมาก่อน สำหรับวัตถุพยาน วล.1 (หรือ จ.3 หรือ ล.16) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอนุสิทธิบัตรของจำเลยแล้วมีส่วนที่แตกต่างกัน เห็นว่าปรากฎตามคำขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลยว่า ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์คือโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว และปรากฏตามข้อถือสิทธิว่าการประดิษฐ์ที่ขอคุ้มครองคือโต๊ะที่มีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว

ดังนั้นสาระสำคัญทางการประดิษฐ์ที่จำเลยจดอนุสิทธิบัตรคือการฉีดพลาสติกขาโต๊ะขึ้นรูปครั้งเดียว ซึ่งนายสกล พยานจำเลยที่เป็นข้าราชการประจำสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์โดยรับว่าการฉีดขึ้นรูปพลาสติกเพียงครั้งเดียวเป็นวิธีการผลิตที่มีมานานแล้ว เมื่อพิจารณากอปรกับใบรวมแผ่นหน้าเพลทที่เป็นในโฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ทำจากชิ้นพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว ตามเอกสารหมาย จ.3 ที่ในตอนล่างด้านขวาระบุวันเดือนปี ที่11 - 12 - 43 แสดงว่าใบโฆษณานี้ตีพิมพ์ในปี 2543 และโจทก์ที่ 2 ยังแสดงหลักฐานเป็นคู่มือการเรียนตามหนังสือเอกสารหมาย จ.17 ชื่อ ออกแบบผลิตภัณฑ์ และ จ.18 ชื่อ กระบวนการแปรรูปพลาสติก ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรก

เมื่อปี 2538 และปี 2542 ตามลำดับอันเป็นเวลาก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร โดยหนังสือเอกสารหมาย จ.17 ได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากพลาสติกในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ส่วนหนังสือเอกสารหมาย จ.18 ซึ่งเป็นหนังสือแบบเรียนก็ได้อธิบายถึงเรื่องการฉีดพลาสติกเข้าเบ้า (Injection Molding) อยู่ในบทที่ 5 โดยมีลักษณะของการประดิษฐ์ไม่ต่างอะไรจากการประดิษฐ์ตามที่จำเลยจดอนุสิทธิบัตร งานประดิษฐ์ของจำเลยถึงมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามความหมายในมาตรา 65 ทวิ ประกอบด้วย มาตรา 6 วรรค (1) (2) และมาตรา 65 ทศ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 รวมถึงข้อถือสิทธิที่กล่าวถึงการประกอบขาโต๊ะทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน โดยใช้ท่อหรือคานเหล็กสองเส้นที่เจาะเป็นช่องทั้งปลายบนและล่างเพื่อใช้สกรูยึดด้านบน

ส่วนด้านล่างใช้สำหรับสอดใส่ตะแกรง รวมทั้งลวดลายประกอบขาโต๊ะซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ซับซ้อนดังมีคำอธิบายอยู่ในหนังสือ การออกแบบเครื่องเรือน หน้า 83 ถึง 90 ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือการศึกษาที่แพร่หลายมาก่อนหน้าวันขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลย จึงถือว่าไม่ใช่การประดิษฐ์ใหม่เช่นกัน กรณีมีเหตุที่ควรเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากคำพิพากษามีสภาพบังคับจึงไม่ต้องดำเนินการแจ้งการเพิกถอนไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามคำขอท้ายฟ้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้