คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าจำเลยเรียกเงินจากผู้เสียหาย ๒๐๐ บาท อ้างว่าเพื่อนำไปให้ตำรวจสันติบาล ๔ นายเพื่อให้ระงับคดีเรื่องหนึ่งและได้มาเรียกอีกครั้งหนึ่ง แต่ผู้เสียหายไม่มีเงินให้ ครั้นผู้ต้องหาคดีนั้นถูกปล่อยตัวมาจึงทราบขึ้นว่าจำเลยไม่ได้เอาเงินไปช่วยตามที่รับปากไป ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๒๓,๓๐๔ จำคุก ๓ ปี กับให้ใช้เงิน ๒๐๐ บาทแก่ผู้เสียหายด้วย ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ความว่าทำผิด ให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าความผิดของจำเลยไม่เข้ามาตรา ๑๒๓ ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงไม่ได้ความว่ามีการร้องทุก จึงพิพากษาแก้ให้ ปล่อยจำเลยที่ ๑ ด้วย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้แสดงว่าสนิทชิดขอบกับเจ้าพนักงาน แต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะนำสินบนไปให้เจ้าพนักงานเท่านั้นรูปคดีจึงไม่เข้ามาตรา ๑๒๓ ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ผู้เสียหายได้เล่าเรื่องนี้ให้นายร้อยตำรวจเอกแสวงฟัง จึงมีการสอบสวนกันขึ้นนับว่ามีการร้องทุกตามกฎหมายแล้ว
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษากลับศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น แต่แก้กำหนดโทษเป็นให้จำคุก ๖ เดือน ส่วนข้อที่โจทก์ขอให้คืนเงิน ๒๐๐ บาทด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามมาตรา ๔๑๑ ป.พ.พ. ผู้เสียหายไม่มีสิทธิจะได้คืน เพราะเหตุว่าการที่จำเลยที่ ๑ จะนำเงิน ๒๐๐ บาทไปให้สินบนแก่เจ้าพนักงานนั้นเป็นการผิดกฎหมาย ให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้เสีย