Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7676/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายทั้งสองและจ่าสิบตำรวจ ส. เบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เปิดสัญญากระบองไฟส่งสัญญาณให้จำเลยหยุดรถแต่จำเลยซึ่งชะลอความเร็วรถลงกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยเร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองนั้น รถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายทั้งสองประมาณ 5 เมตร ซึ่งในระยะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นระยะกระชั้นชิดและการเร่งความเร็วรถเพื่อพุ่งเข้าชนก็เป็นไปโดยกะทันหัน จึงไม่เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองจะทันระมัดระวังและกระโดดหลบได้ทัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 ยิ่งไม่น่าจะกระโดดหลบหนีได้เลย เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่ติดกับรถยนต์กระบะที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดอยู่ ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะกระโดดหลบหนีไปได้และรถยนต์ของจำเลยย่อมจะพุ่งเข้าชนหรือเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะด้วย ไม่น่าจะหักหลบรถยนต์กระบะไปได้ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ในรถ ตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยเพียงแต่มีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นและจับกุมของผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเท่านั้นหาได้มีเจตนาฆ่าไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80,91, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, 74 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 29 และริบของกลางกับเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดต่อพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2), ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 74 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุระเบิด จำคุก 3 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีน

จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญายกเว้นข้อหามีเมทแอมเฟตามีนเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 สำหรับข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ ข้อหามีและพาอาวุธปืนกับมีวัตถุระเบิดเพิ่มโทษหนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนข้อหาอื่นจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 3 ปี 13 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 36 ปี 17 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก - 1299 สระบุรี ตามถนนสายคันคลองยายนาค - บ้านกระทุ่มราย จากถนนคันคลองลพบุรี - บ้านแพรก มุ่งหน้าทางด้านดอนโพธิ์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุสิบตำรวจโทสายันต์ วิรัตน์เกษม ผู้เสียหายที่ 1 กับสิบตำรวจโทพิเชษฐ์ ศรีจริยา ผู้เสียหายที่ 2 ได้ออกไปยืนขวางทางเพื่อให้จำเลยหยุดรถและตรวจค้น แต่จำเลยขับรถผ่านผู้เสียหายทั้งสองกับพวกแล้วหลบหนีการจับกุมต่อมาจ่าสิบตำรวจสำเนา ปีเจริญ กับผู้เสียหายทั้งสองและพวกติดตามจับกุมจำเลยได้ที่บ้านพักและตรวจค้นรถยนต์ของจำเลย พบอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก

พร้อมกระสุนปืนขนาด .22 มิลลิเมตร 1 นัด วัตถุระเบิดแสวงเครื่องชนิดจัดทำขึ้นเอง 2 ลูก เมทแอนเฟตามีน 2 เม็ด และเครื่องวิทยุคมนาคม 1 เครื่อง จึงยึดเป็นของกลาง คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วยการขับรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จ่าสิบตำรวจสำเนากับพวกสืบทราบว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงวางแผนดักซุ่มจับกุมจำเลยที่บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองยายนาคบนถนนสายคันคลองยายนาค - บ้านกระทุ่มราย ซึ่งเป็นทางเข้าบ้านจำเลย ครั้นถึงวันเวลาเกิดเหตุขณะจำเลยขับรถข้ามสะพานข้ามคลองยายนาคมาผู้เสียหายทั้งสองออกไปยืนกลางถนนและผู้เสียหายที่ 2 เปิดกระบองไฟให้สัญญาณไฟกะพริบสีแดงเพื่อให้จำเลยหยุดรถ

จำเลยชะลอความเร็วลง แต่เมื่อรถแล่นมาใกล้ผู้เสียหายทั้งสองจำเลยได้เร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 2 กระโดดหลบไปข้างทางได้ทัน ส่วนผู้เสียหายที่ 1 หลบไม่ทัน ถูกรถเฉี่ยวชนล้มลงได้รับบาดเจ็บที่เข่าซ้ายและหลังมือซ้าย หลังจากนั้นจำเลยขับรถหนีไปที่บ้าน จ่าสิบตำรวจสำเนากับพวกติดตามไปจับกุมจำเลยได้พร้อมของกลาง จำเลยนำสืบว่า ขณะที่จำเลยขับรถข้ามสะพานข้ามคลองยายนาคจำเลยเห็นรถยนต์กระบะจอดอยู่เชิงสะพาน จึงชะลอรถเนื่องจากถนนเชิงสะพานเป็นหลุมและจะขับรถหลีกรถยนต์กระบะ จากนั้นมีคนหลายคนกระโดดลงจากท้ายรถยนต์กระบะมาทุบหลังคารถจำเลย จำเลยเข้าใจว่าเป็นคู่อริจึงขับรถผ่านไป แต่ไม่ได้เร่งความเร็ว เมื่อขับรถถึงบ้านแล้วเจ้าพนักงานได้ติดตามมาจับกุมและยึดของกลางได้ภายในรถยนต์

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายทั้งสองและจ่าสิบตำรวจสำเนาเบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เปิดสัญญาณกระบองไฟส่งสัญญาณให้จำเลยหยุดรถแต่จำเลยซึ่งชะลอความเร็วรถลงกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองก็ตามแต่ขณะที่จำเลยเร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่ารถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 4 เมตร และผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่ารถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 5 เมตร ซึ่งในระยะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นระยะกระชั้นชิดและการเร่งความเร็วรถเพื่อพุ่งเข้าชนก็เป็นไปโดยกะทันหัน จึงไม่เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองจะทันระมัดระวังและกระโดดหลบได้ทัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 ยิ่งไม่น่าจะกระโดดหลบหนีได้เลย

เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่ติดกับรถยนต์กระบะที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดอยู่ ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะกระโดดหลบหนีไปได้และรถยนต์ของจำเลยย่อมจะพุ่งเข้าชนหรือเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะด้วย ไม่น่าจะหักหลบรถยนต์กระบะไปได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ในรถตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยเพียงแต่มีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นและจับกุมของผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเท่านั้น หาได้มีเจตนาฆ่าไม่ สำหรับบาดแผลที่เข่าซ้ายและหลังมือซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.12 ก็ไม่ปรากฏขนาดและไม่ระบุลักษณะให้เห็นว่าเป็นบาดแผลที่เกิดจากถูกรถเฉี่ยวชนหรือไม่

หากจำเลยขับรถเฉี่ยวชนผู้เสียหายที่ 1 จริงดังที่พยานโจทก์เบิกความแล้ว บาดแผลก็น่าจะอยู่ทางด้านขวาของร่างกายและเป็นบาดแผลขนาดใหญ่เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนหันหน้าเข้าหารถยนต์จำเลยและอ้างว่าจำเลยขับรถเร็วมาก บาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 อาจเกิดจากเสียหลักล้มเองก็ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเจตนาหลบหนีผู้เสียหายทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้พ้นจากการถูกจับกุม การกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยเล็งเห็นผลการกระทำของตนแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2), 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัชลิต ละเอียด · สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้