Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7674/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นอาจบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือว่าจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทน โดยจะเอาทรัพย์สินเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ก็ได้การบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเช่นนี้ถือเป็นการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375ได้เช่นเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ายื้อแย่ง เมื่อโจทก์ทั้งสามไปขอออก น.ส.3 ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไปคัดค้านว่าเป็นที่ดินของตน จึงเป็นสาเหตุทำให้ไม่สามารถออกน.ส.3 ได้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามแล้วและถือว่าจำเลยทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเพื่อเอาที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองอันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามจึงต้องฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปีนับแต่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายสิ่งของปลูกสร้างออกไปจากบ้านเลขที่ 37 และ 57 หมู่ที่ 7ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปให้พ้นจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ห้ามมิให้เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสามอีกต่อไปจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานเกินกว่า 20 ปี โจทก์ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทนานเกินกว่า 20 ปี และโจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท แล้วขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปรากฏตามคำให้การของจำเลยทั้งสองและแผนที่แนบท้ายคำให้การว่า มีคลองชลประทานตัดผ่านที่ดินพิพาทแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงทิศเหนือและแปลงทิศใต้ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินแปลงทิศใต้บางส่วนในกรอบเส้นสีแดง จำนวนเนื้อที่4 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินแปลงทิศเหนือในกรอบเส้นสีแดงเนื้อที่1 ไร่ 2 งาน 85 ตารางวา คู่ความตีราคาที่ดินไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 ราคาไร่ละ 40,000 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยแต่ละรายมีไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคแรก

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินที่จำเลยแต่ละรายครอบครองเป็นที่ดินของจำเลย โดยจำเลยได้รับยกให้ต่อ ๆ มาจากนางพร้อมผู้เป็นยายของจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าบิดาของโจทก์ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนายป๋องสามีของนางพร้อมดังที่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ฉบับพิพาทเอกสารหมาย จ.8 ของบิดาโจทก์ระบุว่านายตุ่น (หรือนายดวน)บิดาของโจทก์ได้รับยกให้ที่ดินมาจากนายป๋อง เห็นได้ว่าเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3ถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่ยังมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทนานเกินกว่า 1 ปีแล้วหรือไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่เสียสิทธิอันมีความหมายว่าการแย่งการครอบครองผู้แย่งจะต้องไม่เคยอยู่ในที่ดินนั้นมาก่อน แล้วบุกรุกเข้าไปยึดถือเอาที่ดินจากผู้ครอบครองอยู่เดิมมาเป็นของตน จึงจะถือว่าเป็นการแย่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมาย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทนานเกินกว่า 1 ปีแล้วหรือไม่ ในข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่าผู้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นอาจบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือว่าจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทน โดยจะเอาทรัพย์สินเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ก็ได้

การบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเช่นนี้ถือเป็นการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ได้เช่นเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องเข้ายื้อแย่งสำหรับข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยทั้งสองแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทนานเกินกว่า 1 ปี แล้วหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอีก ได้ความว่า โจทก์ทั้งสามไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินพิพาทแต่จำเลยทั้งสองไปคัดค้านว่าเป็นที่ดินของตน เป็นเหตุให้ไม่สามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ โจทก์ทั้งสามอ้างส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งเป็นบันทึกรับแจ้งความของกำนันท้องที่ มีข้อความสำคัญว่า

โจทก์ที่ 3 ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกโจทก์ที่ 3 จึงไปแจ้งความต่อกำนัน และกำนันทำบันทึกดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน การคัดค้านการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สืบเนื่องมาจากเหตุที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าฝ่ายจำเลยได้รับยกให้ที่ดินพิพาทต่อ ๆ มาจากนางพร้อมผู้เป็นยาย ส่วนฝ่ายโจทก์อ้างว่าได้รับยกให้ที่ดินดังกล่าวต่อ ๆ มาจากนายป๋องสามีของนางพร้อม ทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้ นอกจากนี้นางแมงมารดาของโจทก์ทั้งสามเบิกความว่า พยานเคยพาจำเลยที่ 1 ไปอำเภอถึง 2 ครั้ง เพื่อแบ่งที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 แต่ทางอำเภอไม่ทำให้อ้างว่านางนวลมารดาของนางแมงยังมีชีวิตอยู่อันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ฝ่ายจำเลยจะต้องอ้างความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาท

เพราะนางแมวพร้อมที่จะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วคำเบิกความของนางแมวประกอบกับบันทึกของกำนันท้องที่ดังกล่าว เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามโดยอ้างความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือเพื่อเอาที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ซึ่งถือได้ว่าจำเลยทั้งสองแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสาม โดยแย่งการครอบครองตั้งแต่ก่อนทำบันทึกนั้นแล้ว ปรากฏว่าบันทึกนั้นทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2534 โจทก์ทั้งสามเพิ่งมาฟ้องเอาคืนการครอบครองเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2536 เกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ทั้งสามจึงหมดสิทธิฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรุณ น้าประเสริฐ · จเร อำนวยวัฒนา · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้