Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7655/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย ระบุว่าในกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด มิได้มีข้อความใดๆ กำหนดว่าก่อนจะมีการบอกเลิกสัญญาต้องนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการก่อน และกรณีนี้ก็ได้มีการนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนฟ้องคดีแล้ว ตามสัญญาข้อ 21.4 ระบุว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือของอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดแล้วแต่กรณี ให้ถือเป็นเด็ดขาดและถึงที่สุดผูกพันคู่สัญญา เมื่อได้พิจารณาประกอบกับ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 20 แล้ว เห็นว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่กรณี คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมาย เป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตามมาตรา 22 แล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 20 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 22

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างระบบระบายน้ำและบำบัดน้ำเสียพื้นที่เร่งด่วนระยะที่ 1 ภายในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี รวมเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 48,500,000 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์โดยโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่อย่างใด โจทก์จึงเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญาจ้าง การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ชอบ ให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 1 และงวดที่ 2 เป็นเงิน 4,850,000 บาท และค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นเงิน 43,275,879.02 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบหนังสือสัญญาค้ำประกันคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,275,879.02 บาท นับถัดจากวันเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปถึง 416 วัน

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ระงับการพิจารณาคดีชั้นอนุญาโตตุลาการและยกคำเสนอข้อพิพาทของโจทก์ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยใช้เงินจำนวน 2,121,875 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดโดยขัดต่อบทกฎหมาย กล่าวคือ การที่อนุญาโตตุลาการไม่ได้วินิจฉัยการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ต้องนำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนแต่กลับวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดผิดไปจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย และที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ 2,121,875 บาท ก็เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่มีข้อบกพร่องอันเป็นสาระสำคัญที่ศาลสามารถแก้ไขได้เพราะโจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 2 งวด และกำลังก่อสร้างงวดที่ 3 จำเลยจึงต้องชดใช้เงินแก่โจทก์ 4,850,000 บาท กับค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานอีก 43,275,879.02 บาท

ขอให้พิพากษาว่าคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยชดใช้เงินค่าก่อสร้างงวดที่ 1 และงวดที่ 2 แก่โจทก์จำนวน 4,850,000 บาท กับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการก่อสร้างเป็นเงิน 43,275,879.02 บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้แก้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเนื่องจากก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้เสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาตามฟ้องในอนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด โดยอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดและส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงคู่กรณีที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคสี่แล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตามมาตรา 22 โจทก์คงมีสิทธิเพียงยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดเพื่อให้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 23 และ 24 การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแก้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้จำเลยใช้เงินค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมเป็นเงิน 48,125,879.02 บาท แก่โจทก์ เป็นการฟ้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อสาระสำคัญ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดี ก่อนศาลชั้นต้นชี้สองสถาน

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าก่อนจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ จำเลยมิได้เอาข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเสนอต่ออนุญาโตตุลาการให้ชี้ขาดเสียก่อนว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อนบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างข้อ 21 จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างจึงบอกเลิกสัญญาจ้างและได้มีการนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว เห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 21.1 ระบุว่าในกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ซึ่งมิได้มีข้อความใดๆ

กำหนดว่าก่อนจะมีการบอกเลิกสัญญากันต้องนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน และกรณีนี้ก็ได้มีการนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนฟ้องคดี กล่าวคือ อนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนวันฟ้องคดีนี้คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 และตามสัญญาข้อ 21.4 ยังระบุอีกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือของอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดแล้วแต่กรณีให้ถือเป็นเด็ดขาดและถึงที่สุดผูกพันคู่สัญญา เมื่อได้พิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 20 แล้ว เห็นว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่กรณี คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมาย เป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตามมาตรา 22 แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า คดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 26 จึงพิพากษายกอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล ทับเที่ยง · พินิจ บุญชัด · รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 525483)

อุทธรณ์ของผู้ร้องซึ่งกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องจึงมีอำนาจอุทธรณ์ตาม พ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2501/2551

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายใช้บังคับขณะพิพาทให้อำนาจอนุญาโตตุลาการที่จะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ดังนั้น อนุญาโตตุลาการย่อมมีอำนาจที่จะวิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1985/2541

ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ทำสัญญาตกลงกันไว้ว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาให้คู่สัญญาเสนอข้อพิพาทนั้นให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงใช้วิธี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้