Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การหมั้นเป็นสัญญาซึ่งฝ่ายชายทำกับฝ่ายหญิงโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อชายกับหญิงจะทำการสมรสกันสินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสโจทก์และ ง. เป็นฝ่ายชายตกลงทำสัญญาหมั้นกับจำเลยทั้งสามฝ่ายหญิงและมอบสินสอดให้ เพื่อให้ ง. กับจำเลยที่ 3 ทำการสมรสกัน เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามฐานผิดสัญญาหมั้นและเรียกสินสอดคืนได้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 บัญญัติถึงผู้มีสิทธิเรียกร้องให้รับผิดชดใช้ค่าทดแทนและคืนของหมั้นในกรณีผิดสัญญาหมั้นไม่ว่าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณีมิได้บัญญัติแต่เฉพาะชายหรือหญิงคู่หมั้นเท่านั้นที่มีสิทธิเรียกร้องได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดานายเงิน เมื่อประมาณต้นเดือนสี่ พ.ศ. 2523โจทก์ได้ไปสู่ขอและตกลงทำสัญญาหมั้นไว้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 บิดามารดาจำเลยที่ 3เพื่อให้นายเงินได้ทำการสมรสและอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 3 ถูกต้องตามกฎหมายต่อไปซึ่งจำเลยทั้งสามก็ตกลงยินยอมด้วย และเรียกร้องค่าสินสอดจากโจทก์เป็นเงิน 6,000 บาท และตกลงจะจัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณีในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือนสี่ ในวันตกลงทำสัญญาหมั้นโจทก์ได้มอบของหมั้นแก่จำเลยเป็นเงิน 1,000 บาท เมื่อถึงกำหนดแต่งงานก็ได้จัดสุราอาหารเลี้ยงแขกเป็นเงิน 3,000 บาท เหมารถยนต์จัดขันหมากไปทำพิธีแต่งงานเป็นเงิน 300 บาท และรับเงินสินสอดไปแล้ว ฝ่ายจำเลยกลับผิดสัญญาโดยจำเลยที่ 3 ไม่ยอมร่วมหลับนอนอยู่กินกับนายเงินและไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส

จำเลยที่ 3 ได้พยายามหลบเลี่ยงและโดยรู้เห็นเป็นใจของจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้หลบหนีไปอยู่กับญาติที่อื่น ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายและเสียหายต้องเสียของหมั้น สินสอด ค่าเลี้ยงสุราอาหารแขก ค่าจ้างเหมารถยนต์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันใช้ค่าเสียหายและคืนเงินหมั้นกับเงินสินสอดให้โจทก์รวม 10,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การว่า นายเงินกับจำเลยที่ 3 ได้แต่งงานตามข้อตกลงและอยู่กินฉันสามีภริยาที่บ้านจำเลยที่ 1 กับที่ 2 แล้ว จำเลยเคยแนะนำให้นายเงินไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย แต่นายเงินไม่ยอมไปจดทะเบียนเองนายเงินได้ตบตีจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงหลบหนีไปอยู่กับญาติ และนายเงินได้หนีจากบ้านจำเลยไปอยู่กับโจทก์

ต่อมาจำเลยที่ 3 กลับมาอยู่กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และยินดีไปจดทะเบียนกับนายเงินเสมอ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินสอดคืน ค่าเสียหายไม่เกิน300 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นสืบโจทก์เพียงจบคำซักถามของทนายโจทก์แล้ว เห็นว่าคดีวินิจฉัยได้จึงงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสาม แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง การที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้องจากจำเลยทั้งสามได้หรือไม่เพียงใด จะต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากการนำสืบของคู่ความ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหมั้นเป็นสัญญาซึ่งฝ่ายชายทำกับฝ่ายหญิงโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อชายกับหญิงจะทำการสมรสกัน และสินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส สำหรับคดีนี้โจทก์และนายเงินเป็นฝ่ายชายตกลงทำสัญญาหมั้นกับจำเลยทั้งสามฝ่ายหญิงและมอบสินสอดให้เพื่อให้นายเงินกับจำเลยที่ 3 ทำการสมรสกัน และโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นและไม่ยอมจดทะเบียนสมรส ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งฐานผิดสัญญาหมั้นและเรียกสินสอดคืนได้และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 ได้บัญญัติถึงผู้มีสิทธิเรียกร้องให้รับผิดชดใช้ค่าทดแทนและคืนของหมั้นในกรณีผิดสัญญาหมั้น ไม่ว่าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณีมิได้บัญญัติแต่เฉพาะชายหรือหญิงคู่หมั้นเท่านั้นที่มีสิทธิเรียกร้องได้ ฉะนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แถมชัย สิทธิไตรย์ · อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้