Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การแจ้งความเท็จอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172,173ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ต้องเป็นข้อความเท็จที่เกี่ยวกับความผิดอาญา โดยคำฟ้องต้องบรรยายให้ได้ความว่า จำเลยแจ้งความเท็จกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดในทางอาญาฐานใดฐานหนึ่งด้วยการที่โจทก์กล่าวในฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันให้จำเลยที่ 4 ที่ที่ 6 นำข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาไปแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทั้งสองหลอกลวงเอาเงินของจำเลยที่ 5 ที่ 6 ไปโดยไม่ได้ความว่าหลอกลวงอย่างไรและการหลอกลวงนั้นเป็นการกระทำที่เป็นความผิดในทางอาญาหรือไม่ เช่นนี้จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) การบรรยายฟ้องโดยเพียงหยิบยกเอาถ้อยคำของกฎหมายในแต่ละมาตรามาบรรยายเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดเท่านั้น มิได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและไม่มีข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา และสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆรวมทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5).

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,148, 157, 172, 173, 174, 309, 310, 337, 83 และ 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์โจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 172 ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงไม่รับวินิจฉัยส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 162, 173, 174, 309,310 และ 337 นั้น ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไป ข้อหาบางข้อบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นฟ้องเคลือบคลุมและไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา158(5), 160 คดีโจทก์จึงไม่มีมูล

พิพากษายืนโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 162 มานั้น เห็นว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 16 มิถุนายน2529 และวันที่ 16 ตุลาคม 2529 ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 148, 157, 172, 173, 174, 309,310 และ 337 เท่านั้น มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 162 ด้วย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในข้อหานี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อหาฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172,173, 174 นั้น มีปัญหาเฉพาะความผิดตามมาตรา 137 ตามฎีกาโจทก์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับข้อหาดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานอันเป็นการยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง

โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 5ที่ 6 แจ้งความเท็จ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในข้อหาดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่า ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อหาตามมาตรา 172 เห็นว่า โจทก์ฟ้องข้อหาแจ้งความเท็จขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 172 ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 174 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีผลทำให้ความผิดฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา 172 ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายรวมกันไปทีเดียวว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับข้อหาตามมาตรา 172, 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแจ้งความเท็จอันจะเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นข้อความเท็จที่เกี่ยวกับความผิดอาญา โดยคำฟ้องต้องบรรยายให้ได้ความว่า จำเลยแจ้งความเท็จกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดในทางอาญาฐานใดฐานหนึ่งด้วย การที่โจทก์กล่าวในฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 นำข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาไปแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ทั้งสองหลอกลวงเอาเงินของจำเลยที่ 5 ที่ 6 ไป โดยไม่ได้ความว่าหลอกลวงอย่างไร และการหลอกลวงนั้นเป็นการกระทำที่เป็นความผิดในทางอาญาหรือไม่ เช่นนี้จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ฎีกาโจทก์ในข้อหาฐานแจ้งความเท็จฟังไม่ขึ้นในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 309, 310 และ337

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ สำหรับข้อหาตามมาตรา 148, 309 และ 337โจทก์กล่าวในฟ้องมีใจความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจให้โจทก์ทั้งสองมอบให้หรือหามาให้ซึ่งเงินจำนวน 20,000 บาทแก่ตนและแก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจโจทก์ทั้งสองให้ทำสัญญายอมใช้เงินจำนวน 17,000 บาท ถ้าโจทก์ทั้งสองไม่กระทำจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ฯลฯ จนโจทก์ทั้งสองต้องยอมทำสัญญาและหาเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยทั้งหก เห็นว่า ฟ้องโจทก์กล่าวแต่เพียงว่า จำเลยข่มขืนใจหรือจูงใจโจทก์ทั้งสองให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งเงินจำนวน20,000 บาท และให้ทำสัญญายอมใช้เงินจำนวน 17,000 บาท แต่จำเลยได้กระทำการอย่างไรที่เรียกว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจให้กระทำการดังกล่าวนั้น

โจทก์ไม่ได้บรรยายมาในฟ้องเลยในข้อหาตามมาตรา 310โจทก์กล่าวในฟ้องเพียงว่า จำเลยกักขังหน่วงเหนี่ยวโจทก์ทั้งสองไว้ทำให้โจทก์ทั้งสองปราศจากเสรีภาพในร่างกาย โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยกระทำการอย่างไรบ้างที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ ส่วนข้อหาตามมาตรา 157 โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองโดยมิได้บรรยายว่า จำเลยกระทำการอย่างไรอันเป็นการแสดงว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ฟ้องโจทก์ทุกข้อหาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นเพียงหยิบยกเอาถ้อยคำของกฎหมายในแต่ละมาตรามาบรรยายเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดเท่านั้น

มิได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและไม่มีข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ รวมทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถาวร ตันตราภรณ์ · สหัส สิงหวิริยะ · มงคล เปาอินทร์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3462/2567

แม้การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง แต่กรณียังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ที่นำมาใช้บังคั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2567

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ฟ้องโจทก์ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้