Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยขับรถประจำทางมาตามถนนได้เห็นรถยนต์บรรทุกคันหนึ่งกำลังแล่นสวนทางมาในระยะห่างไปไม่น้อยกว่า 50 เมตรในลักษณะผิดธรรมดา โดยแล่นกินทางตรงข้ามเข้ามาด้วยความเร็วสูงและส่ายไปมาเช่นนี้ จำเลยควรมีหน้าที่หยุดรถหรือชลอรถแอบเข้าข้างทางแต่กลับคงขับรถต่อไป และเพิ่งจะห้ามล้อเมื่อใกล้กันในระยะเพียง 7-8 เมตร และหักรถไปทางขวาเป็นเหตุให้รถชนกับรถบรรทุกนั้นจนมีผู้ตายและบาดเจ็บถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานประมาททำให้คนตายและบาดเจ็บ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้กับนายแม้นเป็นจำเลยอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งศาลรวมพิจารณาพิพากษาในข้อหาว่าทั้งสองขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงตาย และบาดเจ็บ ทั้งนี้ โดยขณะที่จำเลยขับรถประจำทางมาตามถนนสุขุมวิท โฉมหน้าจะไปจังหวัดสมุทรปราการใกล้โค้งบางอ้อได้เห็นรถยนต์บรรทุกซึ่งนายแม้นเป็นผู้ขับมาตามทางตรงข้ามแล่นส่ายไปมาและล้ำเข้ามาในเส้นทางรถจำเลยแต่ไกล แต่จำเลยมิได้ชลอความเร็วลง จนเมื่อรถทั้งสองแล่นเข้ามาใกล้กัน จำเลยกลับหักพวงมาลัยไปทางขวาซึ่งเป็นเวลาที่นายแม้นหักกลับไปทางซ้ายของถนน เป็นผลให้รถทั้งสองชนกันอย่างแรง เป็นเหตุให้ผู้โดยสารที่นั่งมาในรถทั้งสองถึงตายและบาดเจ็บ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก

พ.ศ. 2477 มาตรา 29, 66, 68 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2481 มาตรา 4 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 7, 13 และสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยจำเลยและนายแม้นให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นฟังว่า นายแม้นเมาสุราขณะขับรถ และขับผิดทางส่ายไปมาจึงได้ชื่อว่าประมาท และสำหรับจำเลยฟังว่า ได้เห็นนายแม้นขับรถกินทางมาแต่ยังอยู่ห่างไปในระยะไกล จำเลยควรต้องชลอรถเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายเสียแต่ในชั้นแรก และควรคาดคิดว่าการหลบไปทางขวานั้น อาจชนกับรถนายแม้น ซึ่งอาจหักกลับไปในทางของตนก็ได้ ทั้งฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยขับรถกึ่งกลางถนนเพราะแซงรถแท๊กซี่ขณะนั้นด้วยจำเลยได้ชื่อว่าประมาทด้วยเช่นกัน พิพากษาว่านายเคลื่อนจำเลยและนายแม้นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก

พ.ศ. 2477 มาตรา 29, 66 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2481 มาตรา 4 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 13 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291ซึ่งเป็นบทหนักแต่เพียงมาตราเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้วางโทษจำคุกนายแม้นมีกำหนด 6 ปี จำคุกนายเคลื่อนจำเลยมีกำหนด 4 ปี ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของนายแม้นและของนายเคลื่อนจำเลยเสียด้วยจำเลยและนายแม้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงทางด้านนายแม้นผู้ขับรถกรมทางหลวงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่นายแม้นไม่ขับรถให้อยู่ในเส้นทางจราจรของตน และไม่หักรถกลับเข้าทางของตนเสีย แต่ยังอยู่ห่างในระยะไกล การชนกันเป็นผลจากความประมาทของนายแม้น ส่วนจำเลยนั้นฟังข้อเท็จจริงว่าได้ชลอความเร็วลงบ้าง และแม้มิได้หยุดรถตามฟ้องโจทก์ก็จริง แต่ตามพระราชบัญญัติจราจรมิได้บัญญัติให้ผู้ขับขี่ฝ่ายหนึ่งต้องหยุดรถในกรณีที่ผู้ขับขี่อีกฝ่ายหนึ่งขับมาผิดทางจราจรจึงไม่อาจอาศัยพระราชบัญญัติจราจรปรับว่าจำเลยประมาทได้ และวินิจฉัยว่าในพฤติการณ์ที่จำเลยประสบ

จำเลยย่อมมีความคาดคิดเช่นคนขับรถทั่วไปว่าเมื่อใกล้จะสวนกัน รถที่ขับกินทางสวนกันมาก็คงจะบังคับรถให้เข้าทางของตนแต่เมื่อนายแม้นมิได้ทำไปเช่นนั้น จำเลยก็จะต้องตัดสินใจกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งคือหลบไปซ้ายหรือขวา เพราะจะหยุดรถก็จะหลีกการชนไม่พ้นเสียแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้แซงรถแท๊กซี่ขณะจะเกิดเหตุดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสรุปแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการที่จำเลยไม่หยุดรถ มิใช่การกระทำที่ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจำต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่เป็นเพราะจำเลยคิดไม่ถึงว่านายแม้นจะปฏิบัติในการขับรถแตกต่างจากคนขับรถอื่น ๆ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคดีจำเลย นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้เห็นรถยนต์บรรทุกที่นายแม้นขับสวนมาในระยะห่างไปไม่น้อยกว่า 50 เมตร แล่นกินเข้ามาในทางของจำเลยด้วยความเร็วสูงและส่ายไปมา เมื่อเป็นดังนี้การที่จำเลยไม่หยุดรถหรือชลอรถแอบเข้าข้างทางเสียตั้งแต่ได้เห็นรถบรรทุกแล่นมาด้วยลักษณะผิดปกติแต่แรกแต่กลับยังคงขับรถต่อไป และเพิ่งมาห้ามล้อเมื่อเข้ามาใกล้กันเพียงระยะ 7-8 เมตร ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานประมาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แถม สิริสาลี · กิตติ สีหนนทน์ · อาจิต ไชยาคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้