Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7593/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏแม้จะมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินเดือนที่นายจ้างของจำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีและเรียกค่าธรรมเนียมบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มจากจำเลยที่ 1 เป็นรายปี ก็ไม่มีผลทำให้เงินที่จำเลยที่ 1 เบิกถอนจากบัญชีของจำเลยที่ 1 กลายเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายได้ ส่วนบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ก็เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเบิกถอนเงินหรือรับเงินกู้ของจำเลยที่ 1 จากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือของธนาคารอื่นที่มีข้อตกลงกับโจทก์ หากจำเลยที่ 1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีเพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอนก็เป็นการเบิกถอนเงินฝาก แต่หากจำเลยที่ 1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีไม่เพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอน เงินที่เบิกถอนเกินจากเงินฝากก็เป็นเงินกู้ที่ตกลงไว้กับโจทก์ตามสัญญากู้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนแต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 แต่ในส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเอทีเอ็มปีละ 100 บาท ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงได้รับในการนั้น ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 199,631.77 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 132,070.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายไตรรงค์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสายหยุด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีออมทรัพย์ไว้กับโจทก์ สาขาชุมพร เพื่อให้ธนาคารออมสิน สาขาชุมพร ที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ในสังกัดโอนเงินเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 ขอใช้บริการสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏและทำสัญญาไว้กับโจทก์ สาขาชุมพร เพื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากบัญชีออมทรัพย์เป็นเงิน 137,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ นางสายหยุด ได้ทำสัญญาค้ำประกันกรุงไทยธนวัฏไว้กับโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้นธนาคารออมสิน

สาขาชุมพร ได้โอนเงินเดือนและผลประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว จากนั้นจำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีด้วยการใช้ใบถอนเงินและใช้บัตรกรุงไทยเอทีเอ็มถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ รวมทั้งเบิกเงินในวงเงินกรุงไทยธนวัฏดังกล่าว ต่อมาต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 ไม่มีการโอนเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดเข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มีนาคม 2544 เป็นเงิน 2,000 บาท มียอดค้างชำระโจทก์เป็นต้นเงิน 132,070.10 บาท และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 นางสายหยุดถึงแก่ความตายโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสายหยุดให้รับผิดด้วย ศาลชั้นต้นมีหมายเรียกจำเลยร่วมซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกของนางสายหยุดเข้าเป็นจำเลยร่วม

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเป็นยุติว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมในฐานะทายาทของนางสายหยุดยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ฎีกาว่า สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเป็นสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปซึ่งมีอายุความ 10 ปี โจทก์มิได้ฟ้องเรียกเงินที่ออกทดรองจ่ายซึ่งมีอายุความ 2 ปี นั้น เห็นว่า สัญญากู้กรุงไทยธนวัฏ แม้จะมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินเดือนที่นายจ้างของจำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีและเรียกค่าธรรมเนียมบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มจากจำเลยที่ 1 เป็นรายปี ก็ไม่มีผลทำให้เงินที่จำเลยที่ 1 เบิกถอนจากบัญชีของจำเลยที่ 1 กลายเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายได้

ส่วนบัตรกรุงไทยเอทีเอ็มที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นก็เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเบิกถอนเงินหรือรับเงินกู้ของจำเลยที่ 1 จากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือของธนาคารอื่นที่มีข้อตกลงกับโจทก์ หากจำเลยที่1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีเพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอน ก็เป็นการเบิกถอนเงินฝาก แต่หากจำเลยที่ 1 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีไม่เพียงพอกับจำนวนที่เบิกถอน เงินที่เบิกถอนเกินจากเงินฝากก็เป็นเงินกู้ที่ตกลงไว้กับโจทก์ตามสัญญากู้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อนแต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับแต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2544 ถึงวันฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2547 ยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ แต่ในส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเอทีเอ็มปีละ 100 บาท

นับจากปี 2544 ถึง 2546 นั้น ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่างๆ เรียกเอาสินจ้างอันพึงได้รับในการนั้น ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าธรรมเนียมในวันใดจึงถือเอาวันแรกของปีเป็นวันถึงกำหนดชำระ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวของปี 2544 และ 2545 จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อฟังได้ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความดังกล่าว และข้อเท็จจริงที่ศาลล่างฟังมาพอแก่การวินิจฉัยคดี เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอีก มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า

จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนายวิเชียร ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินโจทก์จำนวน 132,070.10 บาท หนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 67,261.67 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย จำนวน 199,331.77 บาท รวมทั้งหนี้ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรกรุงไทยเอทีเอ็ม จำนวน 100 บาท ของปี 2546 รวมหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ทั้งสิ้น จำนวน 199,431.77 บาท ตามบัญชีและรายการคิดดอกเบี้ย ส่วนจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนดังกล่าวจริง นางสายหยุด ผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อนางสายหยุดถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนางสายหยุด จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของนางสายหยุดแต่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน จำนวน 199,431.77 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 132,070.10 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิกร อังคณาวิศัลย์ · ณรงค์พล ทองจีน · วิวรรต นิ่มละมัย
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดชุมพร - นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2041/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ700/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ482/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้