Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7591/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 54 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้า อันเป็นผลจากการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัยหรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย เว้นแต่ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องจะพิสูจน์ได้ว่า เป็นความผิดหรือประมาทเลินเล่อของ ผู้ขนส่ง? ในการใช้มาตรการดังกล่าว ดังนั้น ผู้ขนส่งจึงมีภาระการพิสูจน์ในเบื้องต้นว่า ได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัยหรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย เพื่อเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับผิดใน ความเสียหายของสินค้า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อ ช. ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลโดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 บริษัท ด. ได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองทำการขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเรือ ช. แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ออกใบตราส่งสินค้าพิพาทแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาทจากเมืองฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังกรุงเทพมหานครย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งอื่นตามความหมายใน มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตาม มาตรา 3 และ มาตรา 43 ถึง 45 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว โจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันแล้วจึงได้รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายโดยชอบที่จะฟ้องคดีนี้และมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโดยมิต้องบอกกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเงิน ๓๖๙,๕๔๙.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๓๕๐,๒๖๑.๓๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายของสินค้ากระดาษพิมพ์สมุดโทรศัพท์สีขาวซึ่งเป็นสินค้าพิพาทน้ำหนักสุทธิ ๑,๕๔๘.๗๕ เมตริกตัน คิดเป็นน้ำหนัก ๑,๕๔๘,๗๖๖ กิโลกรัม จากบริษัทอินทรอักษร จำกัด ผู้เอาประกันภัยวงเงิน ๓๑,๓๑๕,๓๕๓ บาท สินค้าพิพาทผู้เอาประกันภัยซื้อมาจากบริษัทเดอะ แจนแนล กรุ๊ป ออฟ นิวยอร์ค อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (THE JANEL GROUP OF NEW YORK, JNC.) ประเทศสหัฐอเมริกา โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล โดยเรือ "ชัยนาท นาวี" ของจำเลยที่ ๑ เดินทางจากเมืองท่าฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกามายังท่าเรือกรุงเทพประเทศไทย แต่ระหว่างทางได้แวะขนถ่ายสินค้ารายอื่น

ณ เมืองท่า ประเทศสิงคโปร์ และขณะขนถ่ายสินค้านั้นคนงานในท่าเรือ ดังกล่าวได้ใช้ไฟฟ้าเชื่อมเหล็กบนดาดฟ้าใกล้ระวางเรือเกิดประกายไฟและเป็นเหตุให้ไฟลุกไหม้สายพานลำเลียง ลูกเรือใช้น้ำและน้ำยาเคมีดับไฟ ทำให้สินค้าพิพาทที่เก็บอยู่ระวางสินค้าที่ ๒ ได้รับความเสียหาย และเมื่อเรือชัยนาท นาวี จอดเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทเอเอ็มเอส แอสโซซิเอเต็ด มารีน เซอร์เวเยอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด สำรวจสินค้าที่เสียหายปรากฏว่าสินค้าพิพาทเปื้อนเขม่าสารเคมีที่ใช้ดับไฟ กระดาษถูกฉีกขาด ๒๑ ม้วน เปียกน้ำทั้งหมด ๑๕ ม้วน เปียกน้ำบางส่วน ๖๔ ม้วนบุบยับ บางส่วน ๑๖ ม้วน รวม ๑๑๖ ม้วนและอีก ๓๘ ม้วน

แกนกระดาษถูกอัดเสียหายสินค้าที่เสียหายเมื่อหักส่วนที่โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้วคิดเป็นน้ำหนัก ๒๘,๖๒๗.๗๕ กิโลกรัม ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๗๘,๘๔๐.๒๕ บาท และทางโจทก์ได้ประมูลขายซากกระดาษไป คิดเป็นเงิน ๒๓๖,๑๗๘.๙๔ บาท เมื่อหักออกจากค่าเสียหายดังกล่าว เป็นเงิน ๓๔๒,๖๖๑.๓๑ บาท ประกอบกับค่าจ้างซ่อมแกนกระดาษที่เสียหายเป็นเงิน ๗,๖๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้น ๓๕๐,๒๖๑.๓๑ บาท โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสาม

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น ดังนั้น คดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าความเสียหายของสินค้าพิพาทเป็นผลจากการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึ่งกระทำเพื่อระงับอัคคีภัย หรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัยบนเรือที่ขนส่งครั้งนี้ อันทำให้จำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้า อันเป็นผลจากการใช้

มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัย หรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย เว้นแต่ผู้ใช้สิทธิเรียกร้อง จะพิสูจน์ได้ว่า เป็นความผิด หรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง หรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งในการใช้มาตรการดังกล่าว" ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งจึงมีภาระการพิสูจน์ในเบื้องต้นว่าได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัย หรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัยเพื่อเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทตามบทบัญญัติข้างต้น ตามคำเบิกความของนายพงษ์เกียรติ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการกับรายงานสมุดปูมเรือ สรุปข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่เรือชัยนาท

นาวี แวะเทียบท่าที่เมืองท่าประเทศสิงคโปร์เพื่อทำการขนถ่าย สินค้าของเจ้าของสินค้ารายอื่นอยู่ ในขณะขนถ่ายสินค้าอยู่นั้นคนงานในท่าเรือได้ใช้ไฟฟ้าเชื่อมเหล็กบนดาดฟ้าใกล้ระวางเรือน ทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ถูกสายพานลำเลียง ต้นเรือได้ปิดช่องระบายอากาศและฝาระวางเรือแล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในท่อกับฉีดน้ำเข้าไปในระวางเรือ เป็นเหตุให้สินค้าพิพาทที่เก็บในระหว่างสินค้าที่ใกล้เคียงเสียหาย จากพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงว่าตัวแทนเรือผู้ขนส่งได้ใช้วิธีการหรือมาตรการดับอัคคีภัยครั้งนี้ โดยไม่เหมาะสมและสมควรเพราะมิได้ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือดับไปที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการดับไฟ ทั้งในขณะนั้นไม่ปรากฏมีเครื่องมือดังกล่าวอยู่บนเรือติดไว้พร้อมเพื่อใช้งานได้ทันท่วงทีกับผู้ขนส่งไม่ได้ใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะปฏิบัติหน้าที่ในการดับไฟครั้งนี้

เพราะเจ้าหน้าที่เฉพาะจะรู้ถึงวิธีการดับไฟโดยถูกต้องตามหลักวิชาเพื่อมิให้ ไฟลุกลามไปถูกสินค้าบนเรือเสียหาย การที่กับตันเรือหรือตัวแทนเรือในขณะนั้น เพียงแต่ปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในท่อกับฉีดน้ำเข้าไปในระวางเรือเพื่อดับไปเพื่อมิให้ไฟลุกลามไปนั้น ยังไม่เพียงพอ ที่จะถือว่าฝ่ายตัวแทนเรือผู้ขนส่งได้ใช้มาตราการที่พึงกระทำในการระงับอัคคีภัยโดยเหมาะสมและสมควร อันจะทำให้ผู้ขนส่งพ้นความรับผิดตามกฎหมายไว้ เพราะมิฉะนั้นผู้ขนส่งเพียงแต่ใช้วิธีการหรือมาตรการดับไฟเพียงเล็กน้อยหรือไม่สมควร ก็ทำให้หลุดพ้นความรับผิดซึ่งไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของกฎหมาย ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ ไม่อาจรับฟังได้ว่า

จำเลยที่ ๒ ได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัยหรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย จำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดใน ความเสียหายของสินค้าพิพาทต่อโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ โจทก์ก็ไม่ต้องมีภาระการพิสูจน์ว่าเป็นความผิดหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ในการใช้มาตรการดังกล่าว ปัญหาข้อที่สองที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งต่อโจทก์ในสินค้าพิพาทที่เสียหายตามฟ้องหรือไม่

โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจากการนำสืบของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แสดงเห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ประกอลการขนส่งร่วมกันโดยกับตันเรือและลูกเรือของเรือ "ชัยนาท นาวี" ยังรับค่าจ้างจาก จำเลยที่ ๑ และไม่ว่าอุปกรณ์ที่ใช้ดับเพลิงในเรือหรืออุปกรณ์การขนถ่ายสินค้าต่าง ๆ ในเรือก็เป็นของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นนั้น เห็นว่า โจทก์มีนางสาววาสนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินไหมทดแทนของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบอาชีพรับขนทางทะเลโดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติและเป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อ

"ชัยนาท นาวี" จำเลยที่ ๒ ประกอบกิจการรับขนของทางทะเล โดยมีบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติของตนเช่นกัน สินค้ากระดาษพิมพ์สมุดโทรศัพท์สีขาวที่ขนส่งทางเรือนั้น บริษัทเดอะ แจนแนล กรุ๊ป ออฟ นิวยอร์ค อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (THE JANEL GROUP OF NEW YORK, INC.) ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำการขนส่งสินค้ากระดาษดังกล่าวทางทะเลโดยเรือ "ชัยนาท นาวี" ซึ่งเป็นเรือของจำเลยที่ ๑ ขนส่งจากประเทศสหรัฐอเมริกามายังกรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขนกระดาษพิมพ์ สมุดโทรศัพท์บรรทุกลงเรือแล้ว จากนั้นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ออกใบตราส่งชนิด "บรรทุกแล้ว" (CLEAN ON BOARD) ให้แก่ ผู้ส่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไว้เป็นหลักฐานการรับบรรทุกสินค้าลงเรือดังกล่าวตามใบตราส่ง แต่ในการเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ ๑ นางสาววาสนาพยานโจทก์เบิกความว่า

ไม่ปรากฏชื่อของจำเลยที่ ๑ ในใบตราส่ง คงมีแต่ชื่อของจำเลยที่ ๒ เท่านั้นที่เป็นผู้ขนส่ง และเมื่อพิจารณาใบตราส่งดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ปรากฏชื่อของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกใบตราส่ง อย่างไรก็ตาม หนังสือรับรองจดทะเบียนของจำเลยที่ ๑ ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่าประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้าทางบก ทางน้ำ ฯลฯ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และใบตราส่ง ก็ระบุว่าเรือ "ชัยนาท นาวี" เที่ยว ๓๐๘ เป็นผู้บรรทุกสินค้าพิพาทประเทศสหรัฐอเมริกามายังกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย แม้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ออกใบตราส่งสินค้าพิพาท แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่จากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลร่วมกับจำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งแล้ว โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาทจากเมืองท่าฮูสตัน

ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังกรุงเทพมหานครย่อมถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขนส่งอื่น ตามความหมายในมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ ส่วนที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าได้ให้จำเลยที่ ๒ เช่าเรือ "ชัยนาท นาวี" ซึ่งเป็นเรือที่บรรทุกสินค้าพิพาทที่เสียหาย โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เกี่ยวข้องในการขนส่งนั้น ไม่มีเหตุผลรับฟังได้เพราะการทำสัญญาเช่าเรือระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ นั้น สามารถทำขึ้นเองโดยง่าย ไม่เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ เลื่อนลอย รับฟังไม่ได้ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ต่อโจทก์ตามมาตรา ๓ และมาตรา ๔๓ ถึง ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

ปัญหาข้อที่สามที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิโดยชอบที่จะมาฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยมิต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่ นางสาววาสนาพยานโจทก์ได้ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า เมื่อบริษัทอินทรอักษร จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งพบว่ากระดาษพิพาทเสียหาย จึงทวงถามให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๓๕๐,๒๖๑.๓๑ บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระผู้เอาประกันภัยจึงมาทวงถามโจทก์ผู้รับประกันภัยให้ชำระหนี้โดยติดต่อผ่านบริษัทเอออน ริสค์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าประภันภัย

โจทก์จึงชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๕๐,๒๖๑.๓๑ บาท แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๐ ตามใบรับช่วงสิทธิ นางสาววาสนาพยาน โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ ๑ ว่าพยานขอยืนยันว่า บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นความจริง ส่วนทนายจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ดังกล่าวในประเด็นเรื่อง การรับช่วงสิทธิของโจทก์ แต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่า โจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงได้รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายโดยชอบที่จะฟ้องคดีนี้ และมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ใช้สินไหมทดแทน แก่ผู้เอาประกันภัยโดยมิต้องบอกกล่าวจำเลยที่ ๑ และที่ ๒?

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๖๙,๕๔๙.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีในต้นเงิน ๓๕๐,๒๖๑.๓๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้