Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจนับคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ได้หยิบบัตรเลือกตั้งใส่ในเสื้อที่สวมใส่แล้วเดินออกไปยังจุดนัดพบกับ ต. เพื่อให้ ต. ต่อจากนั้นได้กลับมายังที่หน่วยเลือกตั้ง จนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขออนุญาตออกไปทำธุระข้างนอกและไปหา ต. กับพวกรวม 3 คน แล้วนำบัตรเลือกตั้งกลับมายังหน่วยเลือกตั้ง จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ล้วงเอาบัตรเลือกตั้งจากในเสื้อออกมาใส่กล่องบัตรดี บัตรเลือกตั้งทุกแผ่นมีการกากบาทเครื่องหมายไว้แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยมีเจตนาที่จะมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นการทำให้บัตรเลือกตั้งเสียหายไม่อาจนำไปใช้การได้อีก อันถือได้ว่าเป็นการทำให้ผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งนั้นได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 91, 83, 33 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 28, 59, 70, 71 ริบบัตรเลือกตั้งของกลาง และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งสามมีกำหนด 4 ปี

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มาตรา 59, 70 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 4 ปี นั้น เนื่องจากกฎหมายที่ศาลลงโทษไม่มีบทบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันแล้วรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดในเขตเลือกตั้งอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในการนี้จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งจากนายอำเภอเมืองนครปฐมให้เป็นเจ้าพนักงานโดยเป็นกรรมการตรวจคะแนน ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ตำบลบ่อพลับ ในระหว่างการเลือกตั้งเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยประจำหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำบัตรเลือกตั้งเลขที่ 030201 ถึงเลขที่ 030400 ไปดำเนินการกากบาทลงเครื่องหมายเลข 3, 4, 5, และ 6 ซึ่งเป็นหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้แล้วนำไปใส่รวมไว้ในกล่องบัตรดี ซึ่งเป็นกล่องรวมบัตรลงคะแนนเลือกตั้งก่อนที่จะมีการนับคะแนนเลือกตั้ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขึ้นมาประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชนกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าตรงกันหรือไม่ ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจ่ายบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เห็นว่า ข้อนี้คดีได้ความจากคำเบิกความของนายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล พยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุพยานในฐานะนายอำเภอเมืองนครปฐมได้มีประกาศแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานโดยเป็นกรรมการตรวจคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 5 ตำบลบ่อพลับ

เขตเลือกตั้งอำเภอเมืองนครปฐม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดนครปฐม รายละเอียดปรากฏตามประกาศอำเภอเมืองนครปฐม เอกสารหมาย จ.6 และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ ซึ่งประกาศตามเอกสารหมาย จ.6 พยานในฐานะนายอำเภอเมืองนครปฐมได้ออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ.2482 มีหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งตามประกาศดังกล่าว แม้ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

พ.ศ.2545 มาตรา 3 (2) ถึง (7) ยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดฯ ทุกฉบับ แต่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการประจำหน่วยเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ยังคงบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดิม ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอันจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วยหรือไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ โจทก์มีพลตำรวจดำรงชัย ภูษา เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่พยานดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในหน่วยเลือกตั้งอยู่นั้น พยานเห็นจำเลยที่ 1 เดินไปหยิบกล่องบัตรดีมาวางไว้ที่ด้านหลังจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ล้วงเอาบัตรเลือกตั้งจากในเสื้อบริเวณเอว 2 มัด ออกมาใส่กล่องบัตรดีดังกล่าว พยานเห็นเช่นนั้นจึงเข้าไปขอตรวจสอบภายในกล่องนั้น พบบัตรเลือกตั้ง 2 มัด มัดละ 100 ฉบับ รวม 200 ฉบับ บัตรเลือกตั้งทุกแผ่นดังกล่าวมีการกากบาทลงเครื่องหมายเลข 3, 4, 5, และ 6 ไว้แล้ว

พยานจึงส่งวิทยุแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกวิชัย แพ่งแจ่ม ทราบ ต่อมาร้อยตำรวจเอกวิชัยได้นำกำลังเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการเลือกตั้ง จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ ลงเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งซึ่งมิใช่ของตน โดยเจตนาทุจริตและลงคะแนนเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้ง จำเลยที่ 1 ทราบข้อกล่าวหาแล้วได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา รายละเอียดปรากฏตามบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.1 นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกสามารถ เจริญยศ ซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับที่มีการแจ้งไว้ในชั้นจับกุม

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ พยานได้บันทึกคำรับของจำเลยที่ 1 ไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ให้การว่า ในวันเกิดเหตุได้มีนายตี๋ไม่ทราบนามสกุลไปพูดกับจำเลยที่ 1 ว่าถ้าเอาบัตรลงคะแนนออกมาได้จะให้เงิน 1,000 บาท จำเลยที่ 1 พยักหน้าแล้วเดินกลับไปนั่งข้าง ๆ จำเลยที่ 2 กรรมการตรวจคะแนนซึ่งมีหน้าที่แจกบัตรเลือกตั้ง จำเลยที่ 1 นั่งคุยอยู่กับจำเลยที่ 2 จนจำเลยที่ 2 เผลอ จำเลยที่ 1 จึงหยิบบัตรเลือกตั้งใส่ในเสื้อที่จำเลยที่ 1 สวมใส่อยู่แล้ว แล้วเดินออกไปยังจุดที่นัดกับนายตี๋เพื่อให้นายตี๋ ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้กลับมายังที่หน่วยเลือกตั้งอีก จนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขออนุญาตออกไปทำธุระข้างนอกและไปหานายตี๋กับพวกรวม 3 คน

จำเลยที่ 1 เข้าไปหยิบบัตรเลือกตั้งในรถนายตี๋ซึ่งนายตี๋กับพวกรวม 3 คน ได้กากบาทหมายเลข 3, 4, 5 และ 6 ไว้ใส่ในเสื้อ แล้วจำเลยที่ 1 กลับมายังหน่วยเลือกตั้ง เมื่อถึงหน่วยเลือกตั้งได้เดินไปหยิบกล่องที่เขียนว่าบัตรดีเพื่อนำบัตรที่จำเลยที่ 1 ซุกซ่อนไว้ในเสื้อใส่ลงในกล่องกระดาษดังกล่าว ขณะเดียวกันนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้งมาพบเห็นเข้าจึงจับจำเลยที่ 1 ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความใส่ร้ายจำเลยที่ 1 หรือทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นเพื่อให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษในทางอาญา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเป็นดังที่ได้ความจากพยานโจทก์ดังกล่าว

การกระทำของจำเลยที่ 1 เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้นย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการดังกล่าวไปโดยมีเจตนาที่จะมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังเป็นการทำให้บัตรเลือกตั้งเสียหายไม่อาจนำไปใช้การได้อีก อันถือได้ว่าเป็นการทำให้ผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งนั้นได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 3 (2) ถึง (7) ยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดฯ ทุกฉบับ โดยกฎหมายที่ใช้บังคับใหม่มาตรา 115 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า กรรมการเลือกตั้ง... หรือผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ จงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือกระทำการหรือละเว้นการกระทำการโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

แตกต่างจากกฎหมายเดิม มาตรา 59, 70 และ 71 ซึ่งต่างกำหนดให้ระวางโทษและให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดที่ต่ำกว่า ดังนั้น โทษและกำหนดระยะเวลาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทกฎหมายมาจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และไม่สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ · ชวลิต ยอดเณร · กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้