คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์รู้การละเมิดตั้งแต่วันที่ธนาคารตามเช็คจ่ายเงินนับถึงวันฟ้องเกินกำหนด1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพรพิกุลหรือลภณพร พิชยพาณิชย์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า โจทก์กับนายนรินทร์ พิชยพาณิชย์และจำเลยร่วมได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว เมื่อหนี้ประธานได้ระงับไปทั้งหมดแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องอีกค่าเสียหายหากมีก็ไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 64,716 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
"คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า เมื่อจำเลยร่วมและนายนรินทร์ พิชยพาณิชย์ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว จะทำให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1และที่ 2 ระงับไปหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มูลละเมิดคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเนื่องมาจากโจทก์ออกเช็คเพื่อชำระหนี้แก่บุคคลอื่น โดยเป็นเช็คขีดคร่อมและมีคำสั่งห้ามเปลี่ยนมือ แต่เช็คดังกล่าวถูกนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 ในบัญชีจำเลยร่วมซึ่งมิใช่ผู้รับเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย เป็นการผิดขั้นตอนไม่เป็นไปตามระเบียบและจำเลยร่วมเบิกจ่ายเงินดังกล่าวจากบัญชีจำเลยร่วมแล้วส่วนคดีที่โจทก์กับจำเลยร่วมและนายนรินทร์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น
สืบเนื่องมาจากจำเลยร่วมและนายนรินทร์ร่วมกันนำเช็คของโจทก์หลายฉบับรวมทั้งเช็คที่เป็นมูลละเมิดในคดีนี้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโจทก์จึงดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยร่วมและนายนรินทร์ฐานฉ้อโกง แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันดังกล่าว เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและนายนรินทร์เป็นเรื่องระงับข้อพิพาทในทางอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นความผิดอันยอมความได้ทำให้จำเลยร่วมและนายนรินทร์ไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อไปอันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยร่วมและนายนรินทร์หาได้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากการละเมิดจึงเป็นคนละเรื่องกันโดยแท้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2หาได้ระงับไปไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่พ้นความผิดต่อโจทก์ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน