Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ได้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อและรับมอบรถยนต์มาจากส.ผู้เช่าซื้อเดิมโดยมีข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่1กับส.ด้วยว่า หากโจทก์ที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อในนามของ ส. ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อครบแล้ว และผู้ให้เช่าซื้อจะโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่ ส.ส. จะโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ที่ 1 ดังนี้โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิครอบครองรถยนต์ตามสัญญาที่ทำไว้กับ ส.และมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดแก่รถยนต์คันดังกล่าวได้ เหตุละเมิดเกิดวันที่ 11 มกราคม 2527 แต่โจทก์ที่ 1เพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2527 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2528ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น-3208 สมุทรปราการ ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นคนขับจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และเป็นคนขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70-0120 พิษณุโลก จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2527 จำเลยที่ 1ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70-0120 พิษณุโลก ด้วยความประมาทใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล่นกินทางล้ำเส้นแนวทางเดินรถสวน พุ่งเข้าชนรถโจทก์ที่จอดอยู่เสียหาย และกระจกหน้าแตกบดอัดโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นคนขับรถโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ทั้งสองเพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2527 จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 461,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.-3208 สมุทรปราการ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ 2 ฝ่ายเดียวโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง และคดีของโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 186,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2528) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 163,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 3จะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น-3208สมุทรปราการ กับบริษัทสยามกลการ จำกัด แต่นางสุชาดา กวยทองเป็นผู้เช่าซื้อนั้น ได้ความจากนายสายัณห์ เหล็กเพชร หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน น-3208 สมุทรปราการ โดยซื้อมาจากนางสุชาดา เมื่อวันที่9 กันยายน 2525 ราคา 190,000 บาท ได้ชำระเงินให้นางสุชาดาไปแล้ว 50,000 บาท และโจทก์ที่ 1 ตกลงว่าจะชำระค่าเช่าซื้อในนามของนางสุชาดาให้แก่บริษัทสยามกลการ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อต่อจนครบตามสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์

เอกสารหมาย จ.2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อและรับมอบรถยนต์คันดังกล่าวมาจากนางสุชาดา ตามสัญญา เอกสารหมายจ.2 ซึ่งมีข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนางสุชาดาด้วยว่าหากโจทก์ที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อในนามของนางสุชาดาครบแล้วบริษัทสยามกลการ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อจะโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่นางสุชาดา นางสุชาดาก็จะโอนทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ที่ 1ดังนี้ โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวตามสัญญาที่ทำไว้กับนางสุชาดา และมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดแก่รถยนต์คันดังกล่าวได้ จำเลยที่ 3 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า เหตุเกิดวันที่ 11 มกราคม2527 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2528 อันเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุ 1 ปีเศษ

ได้ความจากนายสายัณห์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 ว่า ในการที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถของโจทก์ที่ 1 นั้น การที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในฐานะผู้ขับ ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของรถและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้นโจทก์ที่ 1 โดยนายสายัณห์เพิ่งทราบจากพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ 2527 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยเนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2527ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ปจ.14 ของศาลจังหวัดกำแพงเพชรว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถ และได้จ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขับจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว และเมื่อเกิดเหตุแล้วโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บถึงสลบ

จำเลยที่ 1 ได้หลบหนีไป โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นเจ้าของรถและมีผู้ใดจะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ จนกระทั่งจำเลยที่ 2 มาให้การต่อพนักงานสอบสวน โจทก์ที่ 1 จึงทราบความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ว่าเป็นลูกจ้างนายจ้างกัน และทราบว่าจำเลยที่ 3เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3มิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเชื่อว่าโจทก์ที่ 1เพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์2527 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2528 ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และความเสียหายของรถยนต์ของโจทก์เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปชนรถยนต์ของโจทก์

ค่าซ่อมและค่าอะไหล่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้นั้น นับว่าเป็นราคาที่พอสมควรแล้ว และโจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสจริง ซึ่งตามลักษณะแห่งความรุนแรงของบาดแผลดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท ก็เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุไร คังคะเกตุ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · จรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้