Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7515/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ยกขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297 (8)

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายจเร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 5 ปี และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปให้แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากที่ผู้เสียหายกอดปล้ำกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวขนาด 1 ช่วงแขนตีผู้เสียหาย 1 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยที่ 2 กระทืบบริเวณกรามซ้ายซ้ำอีกหลายครั้ง จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน โดยไม่ได้เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่า

หลังจากจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวประมาณ 1 เมตร ตีผู้เสียหายบริเวณกรามซ้าย 1 ครั้ง จนผู้เสียหายล้มลงบนพื้น ทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะผู้เสียหายบริเวณกรามซ้ายพร้อมกับใช้เท้ากระทืบซ้ำที่ลำคอและกรามด้านเดียวกัน จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ซึ่งผู้เสียหายให้การหลังเกิดเหตุไม่นานนัก เชื่อว่าขณะนั้นผู้เสียหายคงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้การไว้โดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ที่ผู้เสียหายมาเบิกความในส่วนที่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็คงเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้พ้นผิดเนื่องจากได้ความจากนายเย็น

บิดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาเบิกความนั้น ผู้เสียหายมาพบพยานและขอค่าเสียหาย 6,000 บาท ซึ่งพยานยินดีจะให้และผู้เสียหายบอกว่า จะมาแถลงต่อศาลว่าจะไม่เอาเรื่องกับจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาในส่วนดังกล่าว แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3309/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1030/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ509/2553
แหล่งที่มา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ และการที่ผู้เสียหายเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และแม้เหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าห่างจากที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ประมาณ 4 วา สอดคล้องกับที่ได้ความจากพันตำรวจโทซา พนักงานสอบสวน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า พยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ และทำแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุไว้ ซึ่งภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุตรงกับภาพถ่าย และแสงสว่างของไฟฟ้าตามภาพถ่ายภาพที่ 1 ตรงกับจุดในวงกลมด้วยหมึกสีน้ำเงินในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เสาไฟฟ้าอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้ผู้เสียหายมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมองเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ได้ และตามพฤติการณ์ในคดีเห็นได้ว่าผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่จำเลยที่ 1 เดินมากับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้เสียหายจนล้มลงกับพื้น จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ใช้เท้าเตะผู้เสียหายบริเวณกรามซ้ายพร้อมกับใช้เท้ากระทืบซ้ำที่ลำคอและกรามซ้าย ผู้เสียหายจึงอยู่ในระยะที่ใกล้กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีสิ่งใดปิดบังใบหน้า ผู้เสียหายย่อมมองเห็นจำเลยที่ 1 ได้โดยถนัด ประกอบกับผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุคคลแปลกหน้าสำหรับผู้เสียหายที่ทำให้ยากแก่การจดจำ อีกทั้งพยานโจทก์ก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน โดยเฉพาะพันตำรวจโทซายังเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้โดยอ้างฐานที่อยู่นั้น นอกจากจะเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้างแล้ว ในชั้นสอบสวนแม้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ แต่หากจำเลยที่ 1 มีข้อต่อสู้ในเรื่องฐานที่อยู่ซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้ว และยังเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเสียตั้งแต่โอกาสแรกที่จะกระทำได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ จึงเป็นพิรุธส่อแสดงว่าเป็นข้อต่อสู้ที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 เดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้เสียหายจนล้มลงแล้ว จำเลยที่ 1 ก็เตะและกระทืบผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไปด้วยกันกับจำเลยที่ 2 พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมานั้นมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี และเนื่องจากจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏใน คำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 30 มีนาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7515/2556พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรีโจทก์นายยิ่งยศหรือสุภาพ อ่อนช้อย กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 297เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ยกขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297 (8) จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายจเร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 5 ปี และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปให้แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากที่ผู้เสียหายกอดปล้ำกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวขนาด 1 ช่วงแขนตีผู้เสียหาย 1 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยที่ 2 กระทืบบริเวณกรามซ้ายซ้ำอีกหลายครั้ง จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน โดยไม่ได้เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวประมาณ 1 เมตร ตีผู้เสียหายบริเวณกรามซ้าย 1 ครั้ง จนผู้เสียหายล้มลงบนพื้น ทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะผู้เสียหายบริเวณกรามซ้ายพร้อมกับใช้เท้ากระทืบซ้ำที่ลำคอและกรามด้านเดียวกัน จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ซึ่งผู้เสียหายให้การหลังเกิดเหตุไม่นานนัก เชื่อว่าขณะนั้นผู้เสียหายคงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้การไว้โดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ที่ผู้เสียหายมาเบิกความในส่วนที่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็คงเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้พ้นผิดเนื่องจากได้ความจากนายเย็น บิดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาเบิกความนั้น ผู้เสียหายมาพบพยานและขอค่าเสียหาย 6,000 บาท ซึ่งพยานยินดีจะให้และผู้เสียหายบอกว่า จะมาแถลงต่อศาลว่าจะไม่เอาเรื่องกับจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาในส่วนดังกล่าว แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ และการที่ผู้เสียหายเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และแม้เหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าห่างจากที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ประมาณ 4 วา สอดคล้องกับที่ได้ความจากพันตำรวจโทซา พนักงานสอบสวน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า พยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ และทำแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุไว้ ซึ่งภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุตรงกับภาพถ่าย และแสงสว่างของไฟฟ้าตามภาพถ่ายภาพที่ 1 ตรงกับจุดในวงกลมด้วยหมึกสีน้ำเงินในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เสาไฟฟ้าอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้ผู้เสียหายมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมองเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ได้ และตามพฤติการณ์ในคดีเห็นได้ว่าผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่จำเลยที่ 1 เดินมากับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้เสียหายจนล้มลงกับพื้น จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ใช้เท้าเตะผู้เสียหายบริเวณกรามซ้ายพร้อมกับใช้เท้ากระทืบซ้ำที่ลำคอและกรามซ้าย ผู้เสียหายจึงอยู่ในระยะที่ใกล้กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีสิ่งใดปิดบังใบหน้า ผู้เสียหายย่อมมองเห็นจำเลยที่ 1 ได้โดยถนัด ประกอบกับผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุคคลแปลกหน้าสำหรับผู้เสียหายที่ทำให้ยากแก่การจดจำ อีกทั้งพยานโจทก์ก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน โดยเฉพาะพันตำรวจโทซายังเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้โดยอ้างฐานที่อยู่นั้น นอกจากจะเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้างแล้ว ในชั้นสอบสวนแม้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ แต่หากจำเลยที่ 1 มีข้อต่อสู้ในเรื่องฐานที่อยู่ซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้ว และยังเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเสียตั้งแต่โอกาสแรกที่จะกระทำได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ จึงเป็นพิรุธส่อแสดงว่าเป็นข้อต่อสู้ที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 เดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้เสียหายจนล้มลงแล้ว จำเลยที่ 1 ก็เตะและกระทืบผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไปด้วยกันกับจำเลยที่ 2 พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมานั้นมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี และเนื่องจากจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏใน คำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 30 มีนาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1(อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-เกษม เกษมปัญญา-ปกรณ์ วงศาโรจน์)ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายวิทยา ชัยศาสตร์ศิลป์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเลิศลภ กิตติถนอมแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2567

จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุย่อมมีความชอบธรรมที่จะไล่กลุ่มผู้เสียหายซึ่งเป็นชายฉกรรจ์และมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการวิวาทกันให้ออกไปจากที่เกิดเหตุได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถือปืนบีบีกันเดินมาหน้าร้า…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2562 (เลขอ้างอิง 635894)

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เข้าไปร่วมทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมตามที่วางแผนกันไว้ โดยอยู่ที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุ อยู่ในลักษณะที่อาจเข้า…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2562 (เลขอ้างอิง 636366)

การที่จำเลยทั้งสี่กับพวกขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และ น. มีมีดติดตัวไปด้วย แม้มีดที่ น. พาติดตัวไปจะมีขนาดใหญ่เป็นที่สังเกตเห็นได้โดยง่ายแก่บุคคลทั่วไปรวมทั้งจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2560 (เลขอ้างอิง 619414)

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 75 จำคุก 16 ปี 8 เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้