คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297 (8)
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณานายจเร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 5 ปี และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปให้แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากที่ผู้เสียหายกอดปล้ำกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวขนาด 1 ช่วงแขนตีผู้เสียหาย 1 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยที่ 2 กระทืบบริเวณกรามซ้ายซ้ำอีกหลายครั้ง จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน โดยไม่ได้เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่า
หลังจากจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวประมาณ 1 เมตร ตีผู้เสียหายบริเวณกรามซ้าย 1 ครั้ง จนผู้เสียหายล้มลงบนพื้น ทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะผู้เสียหายบริเวณกรามซ้ายพร้อมกับใช้เท้ากระทืบซ้ำที่ลำคอและกรามด้านเดียวกัน จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ซึ่งผู้เสียหายให้การหลังเกิดเหตุไม่นานนัก เชื่อว่าขณะนั้นผู้เสียหายคงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้การไว้โดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ที่ผู้เสียหายมาเบิกความในส่วนที่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็คงเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้พ้นผิดเนื่องจากได้ความจากนายเย็น
บิดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาเบิกความนั้น ผู้เสียหายมาพบพยานและขอค่าเสียหาย 6,000 บาท ซึ่งพยานยินดีจะให้และผู้เสียหายบอกว่า จะมาแถลงต่อศาลว่าจะไม่เอาเรื่องกับจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาในส่วนดังกล่าว แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ