Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อุทธรณ์จำเลยที่ว่าหนังสือรับสภาพหนี้มีลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมเงินแม้จะระบุว่าเป็น"หนังสือรับสภาพหนี้"ก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ.2475นั้นเมื่อคดีมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประเด็นเดียวว่าหนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18ต่อปีเป็นโมฆะหรือไม่ไม่มีประเด็นว่าหนังสือรับสภาพหนี้เป็นการกู้ยืมเงินหรือไม่กรณีจึงไม่มีปัญหาว่าการเรียกดอกเบี้ยตามหนังสือรับสภาพหนี้จะเกิดอัตราซึ่งฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ.2475อันจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะอุทธรณ์ได้แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จำพวกพลอยแดงและพลอยน้ำเงิน หลายรายการเป็นเงิน 1,442,233 บาท กำหนดชำระราคาวันที่ 26 ธันวาคม 2533เมื่อครบกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้โจทก์เพียงบางส่วนคงเหลือหนี้ที่ค้างชำระเป็นเงิน 914,130 บาท จำเลยที่ 1 จึงออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาสุรวงศ์ จำนวน 4 ฉบับเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีโจทก์ เพื่อเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2534 จำเลยที่ 1กับโจทก์ตกลงรับยอดหนี้คงเหลือเป็นเงิน 900,000 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก้โจทก์ไว้ โดยตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี

นับจากวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ และยอมชำระดอกเบี้ยและค่าเสียหายเดือนละ 13,500 บาท ทุกเดือนจนกว่าจะชำระต้นเงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน และเมื่อวันที่ 25เมษายน 2534 จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 21852 มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวด้วย เมื่อครบกำหนดชำระตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์เป็นดอกเบี้ยและค่าเสียหาย อัตราเดือนละ 13,500 บาท รวม 5 เดือนเป็นเงิน 67,500 บาท คงค้างต้นเงินและดอกเบี้ยกับค่าเสียหายตามหนังสือรับสภาพหนี้อีก 7 เดือน โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือต้นเงินจำนวน 900,000 บาท

ดอกเบี้ยและค่าเสียหายที่ค้างชำระอีก 7 เดือน เดือนละ 13,500 บาทเป็นเงิน 94,500 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับจากวันที่หนังสือรับสภาพหนี้ถึงกำหนดถึงวันฟ้องรวม 11 เดือน เป็นเงิน 61,875 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน1,056,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,056,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 900,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถชำระได้ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21852 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่)จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์และหากได้เงินไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยทั้งสองให้การว่า

จำเลยที่ 1 ได้ซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์จริง ต่อมาได้มีการแปลงหนี้ใหม่ตามหนังสือรับสภาพหนี้โดยกำหนดต้นเงินจำนวน 900,000 บาท จะต้องชำระดอกเบี้ยเดือนละ 13,500 บาท หรืออัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์คิดดอกเบี้ยเกิดกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หนังสือรับสภาพหนี้ตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ การค้ำประกันของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลใช้บังคับด้วย และหากรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังผูกพันเป็นหนี้โจทก์เฉพาะต้นเงินจำนวน 900,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยไม่มีผลบังคับแล้วหลังจากวันที่ 24 เมษายน 2534 ซึ่งเป็นวันทำหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยที่ 1 ได้ชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เป็นเงินรวม 67,500 บาทคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 832,500 บาทขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,056,375บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 900,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 21852 เลขที่ดิน 976ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วนจำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายก อุทธรณ์ ของ จำเลย ทั้ง สองจำเลย ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้นชอบหรือไม่

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าหนังสือรับสภาพหนี้มีลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แม้จะระบุว่าเป็น "หนังสือรับสภาพหนี้"ก็ตามจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกิดอัตรา พ.ศ. 2475 และตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกร้องตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นมูลหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนองและยังไม่ได้มีการบอกกล่าวการบังคับจำนอง จึงไม่อาจบังคับจำนองได้นั้น เห็นว่า นอกจากจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวแก้ในคำให้การแล้วในชั้นชี้สองสถานคดีมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเพียงประเด็นเดียวว่า หนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เป็นโมฆะหรือไม่ และมีผลให้การค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ไม่มีผลบังคับไปด้วยหรือไม่เท่านั้น

ดังนั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกิดอัตรา พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน นั้น เห็นว่า เมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าหนังสือรับสภาพหนี้ เป็นการกู้ยืมเงินหรือไม่ กรณีจึงไม่มีปัญหาว่าการเรียกดอกเบี้ยตามหนังสือรับสภาพหนี้จะเกินอัตราซึ่งฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 อันจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใด และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยมิชอบ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น

เห็นว่า คดีนี้ในชั้นชี้สองสถานตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2536ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองแถลงรับว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ค้างและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2โดยชอบแล้วฎีกาจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยชอบอีกหรือไม่ จึงเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม หุตางกูร · ไพศาล รางชางกูร · สมพล สัตยาอภิธาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2568

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของ ด. ผู้ตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2568

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่พอฟังว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อป้องกันตัวในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568

แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้