Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 5 ย้ายไปทำงานในหน้าที่ใหม่ทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 5 ต้องรับภาระในการทำงานหนักขึ้นและขาดประโยชน์อันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานจึงขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นั้นศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 5ย้ายมาทำงานในหน้าที่ใหม่แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1และที่ 5 ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานน้อยลงจากเดิมและลักษณะงานที่โจทก์ที่ 1 และที่ 5 ต้องทำในหน้าที่ใหม่ไม่หนักขึ้นกว่าเดิม อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 5 ดังกล่าวเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่นายจ้างมิได้จัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักวันละ1 ชั่วโมง แม้จะไม่ชอบด้วยประกาศของกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515ข้อ 6 แต่ก็เป็นเรื่องที่ลูกจ้างจะฟ้องขอให้บังคับนายจ้างปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวหรือจ่ายค่าจ้างในเวลาพัก เมื่อการสั่งโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างลูกจ้างจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายจ้างและให้ลูกจ้างกลับไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมไม่ได้ เมื่อจำเลยให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5ทำงานโดยมิได้จัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่16 กุมภาพันธ์ 2537 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2537 และวันที่16 กุมภาพันธ์ 2537 ตามลำดับ และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในเวลาพักให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 วันละ 1 ชั่วโมงตราบใดที่จำเลยยังให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ทำงานโดยมิได้จัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อยู่ตลอดไปโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ย่ามมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าจ้างดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะจัดให้มีเวลาพัก1 ชั่วโมงแต่สำหรับโจทก์ที่ 3 ได้ออกจากงานไปแล้วจึงมีสิทธิที่จะได้ค่าจ้างดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายก่อนออกจากงาน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีอีกสองสำนวนซึ่งโจทก์ได้ถอนฟ้องไปในระหว่างพิจารณาโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนนี้ว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามลำดับโจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2525ตำแหน่งพนักงานเก็บเศษกระดาษได้รับค่าจ้างวันละ149 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท หรือวันละ15.38 บาท โจทก์ที่ 3 เข้าทำงานตั้งแต่วันที่8 มิถุนายน 2534 ตำแหน่งพนักงานยกกระดาษ ได้รับค่าจ้างวันละ 125 บาท และค่าครองชีพอีกเดือนละ400 บาท หรือวันละ 15.38 บาท และโจทก์ที่ 5เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2526 ตำแหน่งพนักงานเก็บเศษกระดาษ ได้รับค่าจ้างวันละ 125 บาทและค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท หรือวันละ 15.38 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือนทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์

หยุดวันอาทิตย์เริ่มทำงานตั้งแต่ 8 ถึง 17 นาฬิกา และพักระหว่างเวลา12 ถึง 13 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2537 และ22 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยมีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ที่ 1กับที่ 5 และโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ ไปทำงานในตำแหน่งพนักงานยกท้ายกระดาษลูกฟูก การทำงานแบ่งเป็น2 กะ กะเช้าเริ่มทำงานตั้งแต่ 7.15 ถึง 15.15 นาฬิกากะบ่ายเริ่มทำงานตั้งแต่ 15 ถึง 23 นาฬิกา โดยจำเลยมิได้จัดให้มีเวลาพักในระหว่างการทำงาน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ต้องทำงานหนักขึ้น ขอศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยในเรื่องการย้ายงานและให้โจทก์ทั้งสามกลับไปทำงานในตำแหน่ง หน้าที่เดิม กับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในเวลาพักเป็นเงิน 410.95 บาท263.10 บาท 350.95 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าจ้างในเวลาพักวันละ1 ชั่วโมง เป็นเงิน 20.54 บาท 17.54 บาท และ17.54 บาท ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำขอให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามลำดับจำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 3 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่8 มิถุนายน 2533 และโจทก์ที่ 5 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่8 ตุลาคม 2526 โจทก์ทั้งสามทำงานในตำแหน่งคนงานทั่วไปได้รับค่าจ้างวันละ 149 บาท 125 บาท และ 125 บาทตามลำดับ สำหรับค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท นั้นจำเลยไม่ได้จ่ายเป็นจำนวนแน่นอน เพราะหากลูกจ้างคนใดหยุดงานในรอบเดือนเกิน 3 วัน

ก็จะไม่ได้รับเงินดังกล่าวค่าครองชีพจึงไม่เป็นค่าจ้าง แต่เดิมการทำงานของโจทก์แบ่งเป็น 2 กะ ต่อมาประมาณปี 2534 มีปริมาณงานลดน้อยลงมากจึงงดการทำงานเป็นกะลงชั่วคราว และให้ลูกจ้างทำงานในเวลาปกติระหว่าง 8 ถึง 17 นาฬิกา หากมีงานเพิ่มก็จะให้ลูกจ้างทำงานเป็นกะอย่างเดิม จำเลยมีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากมีการปรับอัตรากำลังให้เหมาะสมแก่ปริมาณงานในแต่ละส่วนของงาน ไม่ทำให้โจทก์ต้องทำงานหนักขึ้นหรือขาดประโยชน์เกี่ยวกับการจ้างแต่อย่างใด ในการปฏิบัติงานเป็นกะจำเลยกำหนดให้ลูกจ้างสลับกันหยุดพักและอาบน้ำชำระร่างกาย ไม่ต่ำกว่า20 นาที ทั้งได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นค่าข้าวคนละ 5 บาทต่อวัน นอกจากนี้ยังมีเงินเป้าจากการทำงานซึ่งลูกจ้างจะได้รับเฉลี่ยวันละ 30 ถึง 80 บาท ค่าจ้างระหว่างเวลาพักตามฟ้องไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้องวันนัดพิจารณา โจทก์ที่ 3 ขอสละคำขอท้ายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์ที่ 3 ย้ายงานเนื่องจากโจทก์ที่ 3 ออกจากงานแล้ว

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานไม่ได้ประจำเครื่องมาทำงานในแผนกลูกฟูก เนื่องจากในแผนกลูกฟูกมีปริมาณงานเพิ่มขึ้นและมีกำลังคนไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาคนงานมาช่วยทำงาน ย่อมเป็นเรื่องที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างสามารถออกคำสั่งได้ทั้งนี้เพื่อจำเลยสามารถจัดการบริหารงานของตนให้ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริการงานสูงสุด อีกทั้งเมื่อโจทก์ที่ 1และที่ 5 ย้ายมาทำงานในหน้าที่ใหม่แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 5 ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานลดน้อยลงจากเดิมแต่อย่างใด ลักษณะงานที่โจทก์ทำงานอยู่เดิมกับงานที่เปลี่ยนมาใหม่นี้ไม่หนักขึ้นกว่าเดิม คำสั่งย้ายงานของจำเลยจึงไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยดังกล่าว

จำเลยให้โจทก์ทำงานเป็นกะ ไม่ว่ากะเช้าหรือกะบ่ายโดยมิได้จัดให้มีเวลาพัก1 ชั่วโมง เป็นการแน่นอน เป็นการขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยและทำให้โจทก์ต้องทำงานเกินกว่าเวลาปกติของแต่ละกะในแต่ละวันไปจำนวนวันละ 1 ชั่วโมงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างส่วนที่ทำงานเกินไปนี้จากจำเลยโดยเฉลี่ยจากค่าจ้างของแต่ละวันที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยและโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างในเวลาพักเป็นเงินตามฟ้องนอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในค่าจ้างค้างจ่ายในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี แต่เมื่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเท่านั้นจึงกำหนดให้จำเลยรับผิดตามที่โจทก์ขอ

ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในเวลาพักให้แก่โจทก์วันละ 1 ชั่วโมงนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำขอเป็นเรื่องอนาคต พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในเวลาพักจำนวน 410.95 บาท 236.10 บาท และ 350.95 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง(วันที่ 17 มีนาคม 237) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามลำดับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 5อุทธรณ์ว่า คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 5ย้ายไปทำงานในหน้าที่ใหม่ทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 5ต้องรับภาระในการทำงานหนักขึ้นและขาดประโยชน์อันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นั้น เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 5ย้ายมาทำงานในหน้าที่ใหม่แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1และที่ 5 ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานน้อยลงจากเดิมและลักษณะงานที่โจทก์ที่ 1 และที่ 5 ต้องทำในหน้าที่ในไม่หนักขึ้นกว่าเดิม อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 5ดังกล่าวเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่โจทก์ที่ 1 และที่ 5 อ้างว่าเดิมเคยทำงานในเวลา 8ถึง 17 นาฬิกา

พักการทำงานเวลา 12 ถึง 13 นาฬิกาแต่จำเลยมีคำสั่งให้ไปทำงานในส่วนงานลูกฟูกซึ่งต้องทำงานเป็นกะ โดยกะแรกเวลา 7.15 ถึง 15.15 นาฬิกา กะที่ 2เวลา 15 ถึง 23 นาฬิกา โดยมิได้จัดให้มีเวลาพักการทำงาน 1 ชั่วโมง ซึ่งขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 6คำสั่งย้ายงานของจำเลยจึงขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมิได้จัดให้โจทก์ที่ 1และที่ 5 มีเวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง แม้จะไม่ชอบด้วยประกาศของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว แต่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 และที่ 5 จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว หรือจ่ายค่าจ้างในเวลาพักเมื่อการสั่งโยกย้ายหน้าที่โจทก์ที่ 1 และที่ 5 ไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

โจทก์ที่ 1 และที่ 5 จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและให้โจทก์ที่ 1 และที่ 5กลับไปทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมไม่ได้ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า ค่าจ้างที่จำเลยต้องจ่ายในเวลาพักวันละ 1 ชั่วโมง จำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตลอดไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างดังกล่าวจนถึงวันฟ้องโดยอ้างว่านับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำขอในส่วนนี้เป็นเรื่องอนาคต ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิในเรื่องค่าจ้างในเวลาพักหลังจากฟ้องหรือไม่ เพียงใดย่อมไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ทำงานโดยมิได้จัดให้มีเวลาพัก1 ชั่วโมง

ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2537 วันที่ 23 กุมภาพันธ์2537 และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2537 ตามลำดับ และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในเวลาพักให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 วันละ1 ชั่วโมง ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้แล้วตราบใดที่จำเลยยังให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ทำงานโดยมิได้จัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อยู่ตลอดไปโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าจ้างดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะจัดให้มีเวลาพัก1 ชั่วโมง แต่สำหรับโจทก์ที่ 3 ได้ออกจากงานไปแล้วจึงมีสิทธิที่จะได้ค่าจ้างดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายก่อนออกจากงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในเวลาพักให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 วันละ 20.54 บาท17.43 บาท และ 17.54 บาท ตามลำดับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจัดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 5 มีเวลาพักในระหว่างทำงานวันละ 1 ชั่วโมง ส่วนโจทก์ที่ 3 จนถึงวันสุดท้ายก่อนวันที่โจทก์ที่ 3 ออกจากงานนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · พรชัย สมรรถเวช · วินัย วิมลเศรษฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2551

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้นำเงินสมทบและผลประโยชน์มาวางศาลเพื่อจ่ายให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้จ่ายเงินดังกล่าวมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร บริษัท ส. เป็นเพียงผู้กระทำการหักภา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8361/2543

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 45 และมาตรา 48 โดยฟังข้อเท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7767/2543

โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกัน โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาจ้างเป็นครูดังกล่าวจึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพา…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 3885)

จำเลยที่6เป็นเพียงกิจการร่วมค้าระหว่างจำเลยที่1และที่2และจำเลยที่6ได้จดทะเบียนในฐานะเป็นผู้ประกอบการต่อกรมสรรพากรเท่านั้นจำเลยที่6จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลอันจะถูกฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ศาลแรงงานวินิจฉัยจา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้