Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7492/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ดื่มสุรานอกสถานที่ทำงานในช่วงเวลาที่โจทก์ได้ขออนุญาตด้วยวาจาต่อผู้บังคับบัญชาออกไปทำธุระส่วนตัว แม้การขออนุญาตดังกล่าวของโจทก์จะไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับ เนื่องจากมิได้ขออนุญาตเป็นหนังสือ แต่ผู้บังคับบัญชาก็ได้อนุญาตด้วยวาจาแล้ว ส่วนกรณีที่โจทก์เมาสุราและมีเหตุทะเลาะวิวาทกับ ส. ในบริเวณที่ทำงานของจำเลย การทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นเมื่อเวลาหลังเลิกงานแล้วโดยไม่ทำให้จำเลยเสียหายร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลย และแม้โจทก์โทรศัพท์แจ้งเท็จต่อผู้บังคับบัญชาว่าธุระยังไม่เสร็จ ก็ไม่ปรากฏว่าได้ทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง เช่นเดียวกัน ดังนี้การกระทำดังกล่าวของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลยที่ได้กำหนด ให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงต่อเมื่อการกระทำของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยด้วย การเลิกจ้างกรณีเช่นใดจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ศาลแรงงานสามารถวินิจฉัยได้โดยคำนึงถึงเหตุอันควรในการเลิกจ้างประกอบกับระเบียบข้อบังคับการทำงานซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์ไม่ได้กระทำผิดระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง ทั้งข้อบังคับของจำเลยกำหนดให้การลงโทษไล่ออกกระทำได้ในกรณีที่พนักงานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อการกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากงานไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๒๓ จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๒,๖๙๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๗ ของเดือน ต่อมาวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๑ จำเลยมีคำสั่งที่ ๘๖/๒๕๔๑ ลงโทษไล่โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๑ โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่กรณีลงลายมือชื่อกำกับในการตอกบัตรของวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๑ ไม่ตั้งใจปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลย ละทิ้งหน้าที่ และเสพสุรามึนเมาในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๘๖/๒๕๔๑ และให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งอัตราค่าจ้างเท่าเดิม หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ก็ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน ๒๒๕,๒๔๗.๕๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์โดยไม่ได้รับผลงานตอบแทน เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งที่ ๘๖/๒๕๔๑ ของจำเลยและรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม และเมื่อโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงไม่เข้าหลักเกณฑ์การมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๘๖/๒๕๔๑ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งอัตราค่าจ้างเดิม โดยให้จำเลยพิจารณาลงโทษโจทก์สถานอื่นให้เหมาะสมแก่การกระทำต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปทำธุระส่วนตัวแล้วไม่ต้องกลับเข้ามาทำงานอีก และโจทก์โทรศัพท์แจ้งนางชูศรีว่าจะกลับเข้าทำงานตามปกติ แสดงว่าโจทก์ทำกิจธุระส่วนตัวเสร็จก่อนเวลาเลิกงาน โจทก์มีหน้าที่ต้องกลับมาปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม แต่โจทก์กลับใช้เวลาทำงานปกติไปดื่มสุราจนมึนเมา เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทกับบุคคลภายนอก โจทก์ดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับจำเลยฉบับที่ ๔๖ ข้อ ๔.๗ วรรคแรก นับได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยสั่งลงโทษโจทก์เหมาะสมและชอบด้วยข้อบังคับแล้ว ประเด็นนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงยุติว่า โจทก์ดื่มสุราในระหว่างละทิ้งหน้าที่ไปทำธุระส่วนตัวนอกสถานที่ทำงาน มิใช่เสพสุราในเวลาปฏิบัติหน้าที่ และโทรศัพท์แจ้งเท็จต่อผู้บังคับบัญชาว่าธุระยังไม่เสร็จ

เห็นว่า โจทก์ดื่มสุรานอกสถานที่ทำงานในช่วงเวลาที่โจทก์ได้ขออนุญาตด้วยวาจาต่อผู้บังคับบัญชาออกไปทำธุระส่วนตัว แม้การขออนุญาตดังกล่าวของโจทก์จะไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับเนื่องจากมิได้ขออนุญาตเป็นหนังสือ แต่ผู้บังคับบัญชาก็ได้อนุญาตด้วยวาจาแล้ว ส่วนกรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เมาสุราในเวลาทำงานและมีเหตุทะเลาะวิวาทกับนายสุทธิหรือแก้ว แป้วบุญสม ในบริเวณที่ทำงานของจำเลย ก็ปรากฏว่าการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นเมื่อเวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาหลังเลิกงานแล้วโดยไม่ทำให้จำเลยเสียหายร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าว และแม้โจทก์โทรศัพท์แจ้งเท็จต่อผู้บังคับบัญชาว่าธุระยังไม่เสร็จ ก็ไม่ปรากฏว่าได้ทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรงเช่นเดียวกัน

การกระทำดังกล่าวของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ ๔.๗ ข้อ ๔.๑๓ และข้อ ๔.๑๗ ซึ่งกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงต่อเมื่อการกระทำของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยด้วย จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า การสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ศาลแรงงานกลางควรใช้ดุลพินิจตามที่บัญญัติในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งจะต้องเป็นกรณีลูกจ้างมิได้กระทำผิดวินัยและถูกกลั่นแกล้งให้ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรม แต่โจทก์กระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและไม่มีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกกลั่นแกล้ง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

เห็นว่า การเลิกจ้างกรณีเช่นใดจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ นั้น ศาลแรงงานสามารถวินิจฉัยได้โดยคำนึงถึงเหตุอันควรในการเลิกจ้าง ประกอบกับระเบียบข้อบังคับการทำงานซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิดระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง ทั้งข้อบังคับของจำเลยข้อ ๘ กำหนดให้การลงโทษไล่ออกกระทำได้ในกรณีที่พนักงานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อการกระทำของโจทก์ ไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยลงโทษไล่โจทก์ออกจากงานจึงไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยดังกล่าว ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พูนศักดิ์ จงกลนี · พิมล สมานิตย์ · อร่าม หุตางกูร
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายเสรี เพศประเสริฐศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้