Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เหตุละเมิดเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ความทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ในวันที่ 18 มกราคม 2544 ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว แต่เมื่อ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มิได้มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับแก่คดีละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ความรับผิดทางละเมิดของผู้ทำละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับจึงต้องอยู่ภายในบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมงานจ้างก่อสร้างถนน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง แต่ผู้รับจ้างก่อสร้างถนนไม่ถูกต้องตามแบบทำให้ถนนชำรุด การที่จำเลยที่ 1 ไม่ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างถนน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มิได้ไปตรวจรับงานจ้างพร้อมกันไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ถือว่าจำเลยทั้งหกประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอสรรคบุรีเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งหกจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 432 วรรคแรก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 เป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ตำแหน่งเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการครู จำเลยที่ 5 เป็นกำนัน ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2538 โจทก์ได้แจ้งจังหวัดชัยนาททราบว่าจะอนุมัติเงินงบประมาณประจำปี 2539 ให้จังหวัดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่ หมู่ที่ 5 ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นเงิน 1,400,000 บาท จังหวัดชัยนาทจึงมอบหมายให้นายอำเภอสรรคบุรีเป็นผู้ประกวดราคาจ้างก่อสร้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 นายอำเภอสรรคบุรีมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับซองสอบราคา กรรมการเปิดซองสอบราคา และแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมงานให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างงานก่อสร้างถนนดังกล่าว

หลังจากนั้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 อำเภอสรรคบุรีได้ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงเทียนชัยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 ปรากฏว่าผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานให้แก่อำเภอสรรคบุรีภายในกำหนดเวลาตามสัญญาและวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันจัดทำใบตรวจรับงานจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างว่าผู้รับจ้างได้ก่อสร้างงานเสร็จเรียบร้อยแล้วสมควรได้รับเงินค่าจ้าง 1,400,000 บาท เสนอต่อนายอำเภอสรรคบุรี และวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ผู้รับจ้างได้รับเงินค่าจ้างไปครบถ้วนแล้ว หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ปี ทางราชการตรวจพบว่าถนนดังกล่าวเกิดการชำรุดเสียหายและได้ประมาณราคาค่าซ่อมแซมถนน 970,599 บาท

ส่วนสาเหตุเพราะผู้รับจ้างทำการก่อสร้างถนนไม่ถูกต้องตามแบบรูป รายการละเอียด และข้อกำหนดในสัญญาจ้างโดยจำเลยที่ 1 ผู้ควบคุมงานได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ทำการตรวจและควบคุมการปฏิบัติงานก่อสร้างของผู้รับจ้าง ทำให้ผู้รับจ้างทำการก่อสร้างถนนไม่เป็นไปตามแบบรูป รายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาเป็นเหตุให้ถนนชำรุดเสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่และตรวจรับงานก่อสร้างที่ไม่ถูกต้องตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 970,599 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2539 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 334,856.63 บาท รวมเป็นเงิน 1,305,455.63 บาท

ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้เงิน 1,305,455.63 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 970,599 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 72 ถูกต้องแล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นเกินความเป็นจริง โจทก์ละเลยไม่เรียกร้องให้ผู้รับจ้างทำการซ่อมแซมหรือบังคับเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายเป็นความผิดของโจทก์เอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเป็นกรรมการตรวจการจ้างเพราะไม่เคยเห็นคำสั่งจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์รู้ตัวผู้ที่จะต้องรับผิดทางแพ่งและรู้ผลการละเมิดแล้ว แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 72 ถูกต้องแล้วไม่ได้ประมาทเลินเล่อ โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมาเกินความเป็นจริง เหตุที่ถนนชำรุดเสียหายเกิดจากอุทกภัยธรรมชาติและเนื่องจากชาวบ้านทำนาปีละ 3 ครั้ง ได้ถากถางไหล่ถนนสูบน้ำไหลเซาะทำให้ไหล่ถนนขาด นอกจากนี้ยังเกิดจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกลูกรังน้ำหนักเกินแล่นผ่านถนนพิพาทเป็นเหตุให้ถนนทรุดตัวและชำรุดเสียหาย

จำเลยที่ 5 ตรวจพบความเสียหายดังกล่าวและได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ว่าจ้างมีหนังสือถึงผู้รับจ้างให้มาทำการซ่อมแซมถนนพิพาทแล้วแต่ผู้รับจ้างไม่ดำเนินการ ผู้รับจ้างจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายของถนนหลังจากที่มีการรับมอบงานแล้วตามสัญญาจ้าง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 150,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ชำระเงินคนละ 25,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางวิไลวรรณ์หรือสิรภัทร ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 250,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ชำระเงินคนละ 30,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ ตำแหน่งเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนประจำสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการครูประจำโรงเรียนคุรุประชาสรรค์ จังหวัดชัยนาท จำเลยที่ 5 เป็นกำนันตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท และจำเลยที่ 6 เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โจทก์ได้รับเงินงบประมาณประจำปี 2539 ให้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่ หมู่ที่ 5 ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โจทก์จึงแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาททราบว่าจะอนุมัติเงินงบประมาณนี้ให้แก่จังหวัดชัยนาทดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวเป็นเงิน 1,400,000 บาท

จังหวัดชัยนาทจึงมอบให้นายอำเภอสรรคบุรีดำเนินการประกวดราคาจ้างก่อสร้างถนนดังกล่าวในวงเงิน 1,400,000 บาท ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 นายอำเภอสรรคบุรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับซองสอบราคา ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมงานและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 อำเภอสรรคบุรีทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงเทียนชัยให้ก่อสร้างถนนดังกล่าว เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงเทียนชัยก่อสร้างถนนดังกล่าวจนแล้วเสร็จและขอส่งมอบงาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตรวจรับงานจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 โจทก์จึงจ่ายเงินค่าจ้าง 1,400,000 บาท ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงเทียนชัยผู้รับจ้าง

หลังจากมีการตรวจรับงานจ้างไม่ถึง 1 ปี ปรากฏว่าถนนดังกล่าวชำรุด คณะกรรมการตรวจสอบพบว่าการก่อสร้างถนนดังกล่าวไม่ถูกต้องตามแบบรูป รายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาจ้างหลายรายการกับประมาณการค่าซ่อมแซมถนนเป็นเงิน 970,599 บาท ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งหก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหนี้ที่ พ.ศ.2539 ใช้บังคับแก่คดีนี้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันจัดทำใบตรวจรับงานจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้จ่ายเงินค่าจ้าง 1,400,000 บาท ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงเทียนชัยผู้รับจ้าง ดังนั้นเหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2539 ก่อนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ จึงต้องนำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ แม้โจทก์จะรู้ตัวผู้ต้องรับผิด

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 และฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2544 หลังจากที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับนั้น ก็เป็นเพียงขั้นตอนในการไต่สวนหาตัวผู้รับผิดตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยทั้งหกจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีผลใช้บังคับ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ในวันที่ 18 มกราคม 2544 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

พ.ศ.2539 มิได้มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับแก่คดีละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับความรับผิดทางละเมิดของผู้ทำละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับจึงต้องอยู่ภายในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งหกจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า การที่นายอำเภอสรรคบุรีมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับซองสอบราคา ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมงานและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่

หมู่ที่ 5 ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ตามคำสั่งอำเภอสรรคบุรี เอกสารหมาย จ.4 ก็เพื่อให้จำเลยทั้งหกร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการก่อสร้างถนนของห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงเทียนชัยผู้รับจ้างให้เป็นไปตามแบบรูป รายการละเอียด และข้อกำหนดในสัญญาจ้างและระเบียบของทางราชการ ขณะก่อสร้างถนนดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างถนนดังกล่าวจริงตามที่ได้รับมอบหมายและเมื่อห้างหุ้นส่วนแสงเทียนชัยก่อสร้างถนนดังกล่าวจนแล้วเสร็จและขอส่งมอบงาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตรวจรับงานจ้างและรับรองผลการปฏิบัติของผู้รับจ้าง โดยระบุว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างได้พร้อมกันตรวจรับงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ปรากฏว่างานแล้วเสร็จเรียบร้อยตามสัญญาทุกประการ จึงออกหนังสือสำคัญฉบับนี้ให้ไว้

ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2539 และผู้รับจ้างควรได้รับเงินงวดสุดท้ายเป็นเงิน 1,400,000 บาท จึงรายงานต่อนายอำเภอสรรคบุรี เพื่อทราบตามนัยข้อ 72 (4) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไว้ตามใบตรวจรับงานจ้างฯ เอกสารหมาย จ.8 อันเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายค่าจ้าง 1,400,000 บาท ให้แก่ห้างหุ้นส่วนแสงเทียนชัยผู้รับจ้าง หลังจากตรวจรับงานจ้างไม่ถึง 1 ปี ปรากฏว่าถนนดังกล่าวชำรุด คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ พบว่าการก่อสร้างถนนดังกล่าวไม่ถูกต้องตามแบบรูป รายการละเอียด และข้อกำหนดในสัญญาจ้างหลายรายการกับประมาณค่าซ่อมแซมถนนเป็นเงิน 970,599 บาท ตามบันทึกข้อความของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ระบุว่า

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปควบคุมตรวจสอบการก่อสร้างงานจริงจึงทำให้เกิดความเสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มิได้ไปตรวจรับงานจ้างพร้อมกัน ไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ตามบันทึกข้อความของคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารหมาย จ.18 และจ.13 ถือว่าจำเลยทั้งหกประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอสรรคบุรีเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งหกจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 วรรคแรก สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น ได้ความว่า หลังจากมีการตรวจรับงานจ้างไม่ถึง 1 ปี

ปรากฏว่าถนนดังกล่าวชำรุด จำเลยที่ 5 มีหนังสือลงวันที่ 11 ธันวาคม 2539 แจ้งเรื่องถนนดังกล่าวเกิดการชำรุด มีรอยแตกร้าวและให้สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสรรคบุรีเร่งดำเนินการให้ผู้รับจ้างมาทำการซ่อมแซมถนนดังกล่าวต่อนายอำเภอสรรคบุรีแล้วตามเอกสารหมาย ล.5 แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่รีบดำเนินการให้ผู้รับจ้างมาทำการซ่อมแซมภายในกำหนด 2 ปี นับถัดจากวันที่ได้รับมอบงานดังกล่าวตามสัญญาจ้างข้อ 6 เอกสารหมาย จ.5 หรือมีการฟ้องร้องผู้รับจ้างให้รับผิดตามสัญญาดังกล่าว กรณีจึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ด้วย ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ผู้รับจ้างทำถนนไม่มีตัวตนแล้วนั้นไม่มีเหตุผลรับฟังได้ เพราะโจทก์อาจฟ้องหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของห้างให้ร่วมรับผิดได้อยู่แล้ว

ดังนั้น โจทก์ควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใด จึงต้องอาศัยพฤติการณ์ดังกล่าวนี้เป็นประมาณ เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้