Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7452/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1กับ จ. ลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาได้สมคบกันโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา อันเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ จ. เสียเปรียบกรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 แล้ว ซึ่งการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าว โจทก์จะต้องฟ้องลูกหนี้คือ จ. เข้ามาในคดีด้วย ศาลจึงจะมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนได้แม้เฉพาะส่วนของ จ. ก็ตาม นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายไว้เลยว่าหนี้ที่ จ. เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีตามฟ้องนั้นเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1กับ จ. ซึ่งเป็นสามีภริยากันตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) ถึง (4) อันจำเลยที่ 1จะต้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีร่วมกับ จ. ซึ่งจะมีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ด้วย ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องลูกหนี้คือ จ. เข้ามาในคดีประการหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อีกประการหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับนางจวน จักรเวช เป็นสามีภริยากัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนางจวนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4502 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 503 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางจวน เมื่อวันที่ 25 และ 26 เมษายน2537 จำเลยที่ 1 กับนางจวนได้สมคบกันโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา อันเป็นการฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่านางจวนเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวและไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้

ทั้งไม่มีทรัพย์สินอื่นจะพึงยึดหรืออายัดมาชำระหนี้โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยทั้งสามกับนางจวนทำการฉ้อฉล เมื่อโจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของนางจวนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีและสำนักงานที่ดินอำเภอจอมบึงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 503ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4502ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึงจังหวัดราชบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4502 ตำบลจอมบึงอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.)

เลขที่ 503 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ใช้เงินซึ่งเป็นสินส่วนตัวซื้อมาก่อนที่จะสมรสกับนางจวน จักรเวช ขณะที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จำเลยทั้งสามไม่ทราบว่านางจวนเป็นหนี้โจทก์เพราะโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบว่านางจวนไปค้ำประกันนางฉวีวรรณ อรรถศิริโพธิ์ ทั้งโจทก์ยังมิได้ฟ้องหรือแจ้งว่าจะฟ้องนางจวนและการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นความตั้งใจของจำเลยที่ 1 นานแล้วที่จะจัดการเกี่ยวกับทรัพย์ให้เรียบร้อยก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตาย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ทั้งไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้เพราะนางจวนยังมีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ครบถ้วน ซึ่งโจทก์ก็ทราบและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดที่ดินของนางจวนจำนวน 2 แปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 503 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3)

เลขที่ 486/155 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีมีราคารวมกันประมาณ 6,000,000 บาท ไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1647/2537 ของศาลชั้นต้นจึงเพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ทั้งสามคดีตามฟ้องได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากไม่บรรยายให้ทราบว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์เสียเปรียบและเสียหายอย่างไรทำให้จำเลยทั้งสามไม่สามารถเข้าใจข้อหาและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง และโจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 ไม่ใช่เพิ่งทราบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเกินกว่า1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกามีใจความสำคัญว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่จะต้องฟ้องลูกหนี้คือนางจวน จักรเวช เข้ามาในคดีด้วยนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้คือนางจวนได้โอนทรัพย์สินของตนเองให้แก่บุคคลอื่น เพื่อผลของคำพิพากษาจะได้โอนทรัพย์สินคืนแก่ลูกหนี้คือนางจวน แต่ในคดีนี้ลูกหนี้คือนางจวนมิได้โอนทรัพย์สินของตนเองให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หากแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีนางจวนได้โอนทรัพย์สินคือที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนางจวนโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้โอนกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้รับโอนได้

เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนก็สามารถโอนที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องคืนแก่จำเลยที่ 1 ได้เพราะมิได้คืนแก่นางจวนโจทก์จึงไม่ต้องฟ้องนางจวนเข้ามาในคดีด้วย เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องความว่า จำเลยที่ 1 กับนางจวน จักรเวช เป็นสามีภริยากัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนางจวนตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1582/2537, 1647/2537 และ1648/2537 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4502 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 503 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางจวน เมื่อวันที่ 25 และ 26 เมษายน2537 จำเลยที่ 1 กับนางจวนได้สมคบกันโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา

อันเป็นการฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่านางจวนเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวและไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ทั้งไม่มีทรัพย์สินอื่นจะพึงยึดหรืออายัดมาชำระหนี้โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์เพิ่งรู้ว่าจำเลยทั้งสามกับนางจวนทำการฉ้อฉล เมื่อโจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของนางจวนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีและสำนักงานที่ดินอำเภอจอมบึงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแล้วกรณีเป็นที่เห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กับนางจวนลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาได้สมคบกันโอนให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา

อันเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางจวนเสียเปรียบ กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 แล้วซึ่งการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนตามมาตรา 237ดังกล่าว โจทก์จะต้องฟ้องลูกหนี้คือนางจวนเข้ามาในคดีด้วย ศาลจึงจะมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนได้แม้เฉพาะส่วนของนางจวนก็ตาม นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้บรรยายไว้เลยว่าหนี้ที่นางจวนเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีตามฟ้องนั้นเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางจวนซึ่งเป็นสามีภริยากันตามที่ได้บัญญัติไว้ในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1490(1) ถึง (4) อันจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสามคดีร่วมกับนางจวน ซึ่งจะมีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ด้วย

ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องลูกหนี้คือนางจวนเข้ามาในคดีประการหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อีกประการหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงแห่งคดีไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำรูญ แสนภักดี · ชาญชัย ลิขิตจิตถะ · วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3023/2562

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 ทราบว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจ้างทำของและต้องบังคับคดียึดที่ดินขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2561

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่ส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้