Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7451/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จะเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดและศาลเพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษปรับไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

การเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จะเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อจำเลยกระทำความผิดและศาลเพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษปรับไม่ได้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งห้าร่วมกันบุกรุกเข้าไปในห้องพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวอรอุมา ไมตระรัตน์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่มีเหตุอันสมควร มีมีดกับขวานเป็นอาวุธ และโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำร้ายร่างกายนายสมเดช บุญมา ผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้มีด ขวาน และไม้ทุบตีที่บริเวณศีรษะและลำคอของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจำเลยทั้งห้าร่วมกันพามีดและขวานไปในหมู่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลสามง่าม

อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 8 ปี 9 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1779/2540 ของศาลชั้นต้น โดยพ้นโทษเมื่อปี 2543 จำเลยที่ 2 กลับมากระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ และจำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 92, 295, 365, 371 กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และบวกโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษตามลำดับ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย กับฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 90 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับคนละ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 120 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 45 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 60 บาท ให้บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 เดือน และปรับ 45 บาท หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษในความผิดกระทงแรกลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน 20 วัน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และรวมกับโทษอีกกระทงหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 45 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 60 บาท สำหรับจำเลยที่ 3 ให้บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 7 เดือน และปรับ 45 บาท โดยที่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน และโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ให้ลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 1 เดือน

แทนโทษจำคุก ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 และมีคำขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในคดีนี้อีก อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษในระหว่างที่ยังไม่ครบระยะเวลารอการลงโทษ 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงต้องนำโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก และกรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 เพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำโทษจำคุก 6 เดือนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ก็ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ต้องโทษจำคุก 3 เดือนเท่านั้น จึงต้องนำโทษจำคุก 3 เดือน ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว 90 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 45 บาท ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2246/2544 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต ตุลยสิงห์ · เกษม วีรวงศ์ · บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2568

การขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง ถ้ามิได้ขอเพิ่มโทษมาในฟ้อง ก่อนมีคำพิพาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567

โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนแล้วว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดที่ได้จำแนกไว้ในอนุมาตราเดียวกันตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2567

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1855/2567

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของการขอเพิ่มโทษว่า ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 16 เดือน 15 วัน ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2566

คำว่า "กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด หรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด" ตาม ป.อ. มาตรา 3 นั้น หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้