Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 741/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 เป็นหนึ่งในจำนวน 5 คน ที่ได้รับแต่งตั้งจากสหกรณ์โจทก์ให้เป็นผู้มีอำนาจฝากเงินและถอนเงินจากธนาคารจำเลยที่ 3 ได้ลงชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค ถอนเงินจากธนาคาร ก. เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้ธนาคาร ส. แล้วจำเลยที่ 1ยักยอกเงินดังกล่าวไป แม้ทางปฏิบัติจำเลยที่ 3 ต้องถอนเงินพร้อมจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 3 ได้ให้ ห. ซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ไปถอนเงินกับจำเลยที่ 1ถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วมิได้ประมาทเลินเล่อ จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตรจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2512 มีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกดำเนินการร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ให้เงินกู้และสินเชื่อแก่สมาชิกและอื่น ๆ อีกหลายประการ การดำเนินการของโจทก์กระทำโดยที่ประชุมใหญ่เลือกสมาชิกเป็นกรรมการดำเนินการคณะหนึ่ง มีจำนวนอย่างน้อย 7 คน อย่างมากไม่เกิน 15 คน เป็นผู้แทนโจทก์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการจะมอบหมายให้คณะกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้โจทก์มีคณะกรรมการดำเนินการ 15 คน โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1ให้กระทำการในตำแหน่งผู้จัดการ

จำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 626 เล่ม 7 ก.หน้า 26 เลขที่ดิน 100 ตำบลหนองปล่อง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์เป็นเงิน60,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นสมาชิกโจทก์ และได้รับเลือกให้เป็นกรรมการดำเนินการมีตำแหน่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการ และผูกพันตนกับโจทก์ในการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ถ้าคณะกรรมการไม่ว่าทั้งคณะหรือรายบุคคลกระทำหรือละเว้นกระทำการ หรือประมาทเลินเล่ออันเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย กรรมการทั้งคณะหรือรายบุคคลต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนครบ โจทก์ได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งรวมทั้งธนาคารกสิกรไทย

สาขานางรอง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2529 คณะกรรมการดำเนินการได้ลงมติแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 นายแก้ว นาคะพงษ์ นายบัวลา ศรชัย และนายนพดลศรีผดุง เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในการถอนเงินจากธนาคารต่าง ๆได้ โดยในการถอนเงินต้องมีบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งลงลายมือชื่อ 2ใน 5 ของผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2529 โจทก์มีความประสงค์จะถอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 0-0812-8 ของธนาคารกสิกรไทย สาขานางรอง เพื่อนำไปชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบุรีรัมย์ จำเลยที่ 1และที่ 3 จึงได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารกสิกรไทยสาขานางรอง เลขที่ 6902321 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2529 จำนวนเงิน650,000 บาท

จากบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ และด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ของจำเลยที่ 3 ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับและประเพณีปฏิบัติของโจทก์โดยมิได้ระบุในเช็คว่าสั่งจ่ายให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบุรีรัมย์ พร้อมกับขีดคำว่าผู้ถือออก จำเลยที่ 3 ได้ให้จำเลยที่ 1 นำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงินที่ธนาคารแต่ผู้เดียว เมื่อธนาคารจ่ายเงินตามเช็คให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้เอาเงินทั้งหมดของโจทก์จำนวน650,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของตนโดยไม่มีสิทธิและหลบหนีไปทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังไปเบิกเงินตามเช็คร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อเบิกได้แล้วร่วมกันนำเงินไปชำระหนี้ หรือมิฉะนั้นก็จัดซื้อตั๋วแลกเงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

สาขาบุรีรัมย์จำเลยที่ 1 ก็จะไม่มีโอกาสนำเงินของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจำเลยที่ 3 สามารถที่จะใช้ความระมัดระวังเช่นว่านี้ได้แต่หาได้ใช้ไม่ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาให้โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2530 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ จำนวน 130,000 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องชดใช้ให้โจทก์จำนวน 520,000 บาทขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินให้โจทก์จำนวน 526,974.17บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยที่ 3 ให้การว่า

จำเลยที่ 3 ได้รับเลือกให้เป็นเลขานุการของคณะกรรมการโจทก์ และที่ประชุมใหญ่ลงมติให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คร่วมกับกรรมการโจทก์คนใดคนหนึ่งได้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มิได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนจากโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อในเช็คร่วมกับจำเลยที่ 1 จริง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามมติของโจทก์ที่มอบหมายหน้าที่ให้ และจำเลยที่ 3 ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ หาได้ประมาทเลินเล่อตามที่โจทก์ฟ้องไม่ การที่เกิดความเสียหายขึ้นครั้งนี้เป็นเพราะจำเลยที่ 1 ทุจริตแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 3 หามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไม่ และเป็นการกระทำในฐานะของคณะกรรมการจึงหาต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวไม่ โจทก์ไม่มีข้อบังคับหรือคำสั่งว่าการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คต้องระบุว่าจ่ายเงินให้แก่ธนาคารหรือเจ้าหนี้รายใด หรือต้องขีดคร่อมเช็คแต่อย่างใด

ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3ลงชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค จึงมิใช่ความประมาทของจำเลยที่ 3 หากแต่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 460,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 3โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 460,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่4 กุมภาพันธ์ 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"คดีมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพียงข้อเดียวว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ ในเบื้องต้นจำเป็นจะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยที่ 3 ลงชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ถอนเงินของโจทก์จากธนาคารกสิกรไทย สาขานางรอง เพื่อจะนำไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบุรีรัมย์ แล้วถูกจำเลยที่ 1 ยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปนั้น เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3เป็นคนหนึ่งในจำนวน 5 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจฝากเงินและถอนเงินจากธนาคารตามมติที่ประชุมคณะกรรมการของโจทก์ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2529 ระเบียบวาระที่ 8 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม2529 จำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อร่วมกับจำเลยที่ 3 สั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากธนาคารกสิกรไทย

สาขานางรอง จำนวน 650,000 บาท เพื่อจะนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาบุรีรัมย์ ในทางปฏิบัติเมื่อถอนเงินมาแล้วจะต้องซื้อเป็นตั๋วแลกเงินระบุชื่อผู้รับเงินแล้วจึงนำตั๋วแลกเงินไปชำระหนี้กรณีในคดีนี้จำเลยที่ 3 ควรไปถอนเงินที่ธนาคารพร้อมกับจำเลยที่ 1แต่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ไปด้วยจึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินมาแล้วไม่ได้ซื้อตั๋วแลกเงินและได้ยักยอกเอาเงินดังกล่าวไป นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ที่23/2518 กล่าวคือ ตอนไปถอนเงินมิได้แจ้งให้พนักงานส่งเสริมสหกรณ์ทราบก่อน และมิได้ปฏิบัติตามหนังสือเวียนของนายทะเบียนสหกรณ์ซึ่งห้ามมิให้ผู้มีอำนาจถอนเงินลงลายมือชื่อไว้ในใบถอนเงินล่วงหน้าตามเอกสารหมาย

จ.15 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3ลงลายชื่อในใบถอนเงิน (เช็ค) ในวันเดียวกัน มิได้ลงชื่อไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ในข้อนี้จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบแล้ว สำหรับคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ตามเอกสารหมาย จ.14ที่ว่าการรับและส่งเงินสดหรือจ่ายเงินสดของสหกรณ์ ถ้าจำนวนเงินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไปต้องแจ้งให้พนักงานส่งเสริมสหกรณ์ทราบนั้น มีปรากฏอยู่ในบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการเอกสารหมาย จ.8 ระเบียบวาระที่ 8 ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 3 ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วย จึงทราบระเบียบปฏิบัติดังกล่าวแล้ว แต่ตามระเบียบดังกล่าวมิได้ระบุว่าใครจะต้องเป็นคนไปแจ้ง ดังนั้นในการถอนเงินรายนี้เพียงแต่ผู้ลงลายมือชื่อถอนเงินคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แจ้งต่อพนักงานส่งเสริมสหกรณ์

ก็ย่อมถือได้ว่าปฏิบัติตามมติของที่ประชุมและคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์แล้ว กรณีในคดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการของโจทก์ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติกิจการของโจทก์ให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 54(3) และในขณะที่จำเลยที่ 1 นำเช็คไปให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 3 กำลังจะเข้าประชุมกรรมการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกเกษตรนางรอง จำเลยที่ 3 ได้ให้นายห่วง จันทร์คง ซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3ไปถอนเงินกับจำเลยที่ 1 นายห่วงซึ่งเป็นพยานของจำเลยที่ 3ก็เบิกความรับรองว่า พยานได้ไปถอนเงินกับจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขานางรอง จริง จึงเห็นได้ว่า

จำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ส่วนหน้าที่ในการแจ้งต่อพนักงานส่งเสริมสหกรณ์ในภาวะเช่นนั้น สมควรต้องเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 3 ก็ได้สั่งกำชับจำเลยที่ 1 แล้วว่าก่อนไปถอนเงินให้แจ้งพนักงานส่งเสริมสหกรณ์เสียก่อน อีกทั้งจำเลยที่ 1 เองก็ทราบระเบียบข้อนี้ดีอยู่แล้ว ฉะนั้น ในพฤติการณ์เช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรที่วิญญูชนทั่วไปพึงกระทำแล้ว จำเลยที่ 3 มิได้ประมาทเลินเล่อและการกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวก็มิได้ส่อพิรุธให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ส่วนการที่มิได้ซื้อตั๋วแลกเงินเพื่อนำไปชำระหนี้นั้น ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ามีระเบียบข้อบังคับดังกล่าวไว้อย่างไรหากต้องปฏิบัติก็เป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยตรงและเป็นเรื่องภายหลังการถอนเงินซึ่งศาลฎีการับฟังมาแล้วว่าจำเลยที่ 3 มิได้ประมาทเลินเล่อ

ประกอบกับนายแก้ว นาคะพงษ์ซึ่งเป็นพยานโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีนี้ก็ได้เบิกความเกี่ยวกับความประพฤติของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงานมาด้วยกันหลายปีตลอดมาจนปัจจุบันว่า จำเลยที่ 3ทำงานให้แก่โจทก์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตลอดมาเป็นเวลานาน10 ปีเศษ โดยไม่เคยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และการทำงานก็ไม่มีเงินเดือนหรือค่าจ้าง ค่าเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเจือสมกับพยานของจำเลยที่ 3 ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3มีเหตุผลในการรับฟังมากยิ่งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 มีน้ำหนักในการรับฟังดีกว่าตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร เดชศิริ · สมปอง เสนเนียม · วิทูรย์ สุทธิประภา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้