Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7409/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์เพิ่งยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกจำเลยสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยสำนวนที่ 2ว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยสำนวนที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวนมีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ซื้อที่ดิน 1 แปลง ตามตราจองเลขที่ 11 เนื้อที่ 232 ไร่ 2 งาน40 ตารางวา เพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับใบยาสูบและข้าวของสำนักงานไร่ยาสูบเชียงใหม่ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง และโจทก์นำไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินราชพัสดุในกระทรวงการคลัง ต่อมาโจทก์ขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ 2 ฉบับ คือโฉนดที่ดินเลขที่ 3941 และโฉนดที่ดินเลขที่ 3942 รวมเนื้อที่ดิน202 ไร่ 3 งาน 11 ตารางวา

เนื้อที่ดินขาดหายไปจากตราจองเลขที่ 11จำนวน 29 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา โจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฎว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโจทก์รวม 3 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา ตามส.ค.1 เลขที่ 432 และ 430 จำเลยที่ 2 บุกรุกที่ดินโจทก์เป็นเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 35 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7082 และจำเลยที่ 3 บุกรุกที่ดินโจทก์เป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวาตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 433 โดยรับโอนจากจำเลยที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสี่เข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป และขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่432, 433 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)

เลขที่ 430และโฉนดที่ดินเลขที่ 7082จำเลยทั้งสามสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินที่แต่ละคนครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายส่วนจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7082 จากนายณรงค์จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตเพื่อออกโฉนดที่ดินแทนตราจองเลขที่ 11 โดยนำชี้รังวัดบุกรุกเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งสี่ทั้งแปลง เป็นการบุกรุกรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลยทั้งสี่โดยปกติสุข ทำให้จำเลยทั้งสี่ได้รับความเสียหายขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนหลักเขตที่ดินของโจทก์ออกจากที่ดินของจำเลยทั้งสี่

ห้ามไม่ให้โจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยทั้งสี่ และขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3941 และ 3942 กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสี่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งทั้งสามสำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์นำชี้ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่3941 และ 3942 โดยสุจริต กระทำตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการขอให้ยกฟ้องแย้งระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายดวงแก้วนายอุดม นายประวินและนางวันเพ็ญ บุตรของจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์รื้อถอนหลักเขตที่ดินของโจทก์ออกจากที่ดินของจำเลยทั้งสี่โดยให้โจทก์เสียค่าใช้จ่าย ห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยทั้งสี่อีกต่อไปโจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมไม่ปรากฎว่าทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ได้ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 หรือไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นคำขอให้ศาลเรียกผู้ใดเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ล่วงเลยกำหนดหนึ่งปีนับแต่ความปรากฎแก่ศาล จึงต้องจำหน่ายคดีฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองอยู่เป็นที่ดินของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วดังนั้นที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(3) จำเลยทั้งสี่ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์เพิ่งยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งสามสำนวน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · นาม ยิ้มแย้ม · วินัย วิมลเศรษฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2565 (เลขอ้างอิง 684736)

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เลื่อนคดีและยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ นั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2565

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2563

ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่มิได้ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ มีลักษณะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่เป็นไปโดยมุ่งประสงค์ให้นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2563

โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมรู้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตายด้วยการนำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้