Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปี เมื่อโจทก์อายุครบ 55 ปี จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไป เมื่อโจทก์อายุ 55 ปีเศษ โจทก์ไปพูดกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าน่าจะให้โจทก์เกษียณอายุการทำงานได้แล้ว และโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความระบุว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายกล่าวคือ เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและเป็นการกระทำที่เป็นธรรมแก่โจทก์แล้วโจทก์สัญญาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้อง ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอให้จำเลยเลิกจ้างและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้พนักงานชายเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุ 60 ปีบริบูรณ์ ส่วนพนักงานหญิงเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นการกำหนดการเกษียณอายุที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เนื่องจากการทำงานของพนักงานชายและพนักงานหญิงไม่มีลักษณะหรือสภาพของงานที่แตกต่างกัน ปี 2545 โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จำเลยคงให้โจทก์ทำงานเรื่อยมา วันที่ 6 มกราคม 2548 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์เกษียณอายุการทำงานโดยมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 118 โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่มีเหตุที่จะให้เลิกจ้างได้ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่ 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 269,424 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จำเลยแจ้งโจทก์ว่า ตามระเบียบของจำเลยโจทก์จะต้องถูกเลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุการทำงาน แต่โจทก์ยืนยันว่ายังมีความสามารถและร่างกายแข็งแรงพร้อมที่จะทำงานให้จำเลย ขอทำงานต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งจำเลยอนุญาต ครั้นครบกำหนดตามที่ตกลงกันโจทก์แจ้งให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุเพื่อที่โจทก์จะได้นำค่าชดเชยที่ได้จากการเลิกจ้างตามข้อบังคับของจำเลยไปใช้จ่าย จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์เป็นพนักงานหญิง ทำงานใช้แรงงานในบริเวณหน้างานที่มีการก่อสร้างต้องตรากตรำอยู่กลางแดด และโจทก์มีอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรง สมควรให้เลิกจ้างโจทก์ตามที่โจทก์ขอโดยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นเงิน 77,700 บาท

ทั้งโจทก์ยังได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความไว้กับจำเลยว่า เป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายคือไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และไม่เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายหรือเงินทดแทนใด ๆ จากจำเลยอีกจำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2518 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นช่างสีประจำอยู่ที่หน่วยงานเจ 343 ท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นโรงงานประกอบโครงสร้างเหล็กที่จังหวัดสมุทรปราการอันเป็นหน่ายงานหนึ่งของจำเลยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 259 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 750 บาท

กำหนดจ่ายค่าจ้างร้อยละ 70 ของค่าจ้างทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งค่าครองชีพในวันที่ 5 ของทุกเดือน ส่วนร้อยละ 30 จะจ่ายในวันที่ 20 ของทุกเดือน วันเวลาทำงานตามปกติของโจทก์เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 8 นาฬิกา จนถึง 17 นาฬิกา ระหว่างที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของพนักงานที่ประจำอยู่ที่หน่วยงานท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยถือว่าโจทก์เกษียณอายุการทำงานที่อายุ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งโจทก์ได้ลงลายมือชื่อรับทราบการเกษียณอายุและได้รับค่าชดเชยจากจำเลยเป็นเงิน 77,700 บาท กับได้รับเงินจำนวน 7,500 บาท ที่ฟ้องในคดีนี้แล้ว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จล. 1 ถึง จล. 9

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จล. 4 มีกระบวนการจัดทำไม่ขัดต่อกฎหมาย มีผลบังคับใช้ได้ ข้อตกลงในส่วนที่พนักงานหญิงเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงชอบด้วยกฎหมายขณะที่โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จำเลยมีสิทธิให้โจทก์ออกจากงานได้ตามเอกสารหมาย จล. 4 อยู่แล้ว โดยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การที่จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไปเป็นคุณแก่โจทก์อย่างยิ่งแล้ว จำเลยสามารถอ้างข้อตกลงการเกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุโจทก์ครบ 55 ปีบริบูรณ์ มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันปรากฏว่า เมื่อโจทก์มีอายุ 55 ปีเศษ โจทก์ไปพูดกับนายจรงค์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าน่าจะให้โจทก์เกษียณอายุการทำงานได้แล้ว (เลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุ) และโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ล. 1 มีข้อความระบุว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายกล่าวคือ เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและเป็นการกระทำที่เป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว โจทก์สัญญาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีก จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอให้จำเลยเลิกจ้างและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรพล พิชยวัฒน์ · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้