Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7391/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์ผลงานเพลงพิพาทของ ส. ให้แก่ จ. แล้วย่อมมีผลผูกพันโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นบุตรของ ส. กับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของโจทก์ที่ 1 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ จ. จึงมีสิทธิในผลงานเพลงพิพาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายสุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 เป็นบุตรของนายสุรพลกับโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งหกจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนายสุรพล โจทก์ที่ 3 ถึงโจทก์ที่ 6 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2513 นายจูฮง แซแต้ หรือนายจุลินทร์ เดชานุวงษ์ ได้ขอซื้อเทปต้นแบบอัดเสียงร้องและเสียงดนตรี (มาสเตอร์เทป) ของนายสุรพล โดยนายจูฮงได้วางมัดจำให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 25,000 บาท และโจทก์ที่ 1 ได้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐานโดยจะตกลงราคาและรายชื่อเพลงในวันทำสัญญาซื้อขาย หลังจากนั้นนายจูฮงก็ไม่ติดต่อมาหาโจทก์ที่ 1 อีก ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2542 โจทก์ที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ได้ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่

เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิในคำร้องและทำนองเพลงที่นายสุรพลเป็นผู้สร้างสรรค์จำนวน 50 เพลง วันที่ 25 พฤษภาคม 2543 จำเลยทั้งสองได้นำสัญญาขายลิขสิทธิ์ ฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2513 มาฟ้องบริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โดยอ้างว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายจูฮงซึ่งถึงแก่ความตายแล้วจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมจึงมีสิทธิ์ในบทเพลงแนบท้ายสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์กับนายจูฮง ลายมืชื่อของโจทก์ที่ 1 ในสัญญาขายลิขสิทธิ์พร้อมเอกสารแนบท้ายเป็นลายมือชื่อปลอมและบทเพลงตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญา ก็มีบทเพลงที่นายสุรพลประพันธ์ขึ้นเพียง 33 เพลง และโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ก็ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับนายจูฮง

การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย หากจำเลยทั้งสองไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว โจทก์ทั้งหกก็สามารถอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในบทเพลงจำนวน 33 เพลง ได้ในอัตราเพลงละ 30,000 บาท ขอให้พิพากษาว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลงตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 จำนวน 33 เพลง คือเพลงที่ 1 เพลงที่ 2 เพลงที่ 4 เพลงที่ 5 ถึงเพลงที่ 32 เพลงที่ 34 และเพลงที่ 35 และให้จำเลยทั้งสองเลิกเกี่ยวข้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลงของโจทก์ทั้งหก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 990,000 บาท แก่โจทก์ทั้งหก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 960,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งหกเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของนายจูฮง แซ่แต้ หรือนายจุลินทร์ เดชานุวงษ์ ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายจูฮงกับจำเลยที่ 1 ขณะที่นายสุรพลถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์โจทก์ที่ 1 จึงเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรพล เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2513 โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพลและผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงของนายสุรพล จำนวน 126 เพลง ให้นายจูฮง ในราคา 25,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 ในเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4, 5 และในเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 เป็นลายมือที่แท้จริง

จำเลยทั้งสองยืนยันว่านายสุรพลเป็นผู้แต่งเพลงหนักใจและเพลงแน่ข้างเดียว โดยโจทก์ที่ 1 ได้ยืนยันขณะทำสัญญาว่านายสุรพลเป็นผู้แต่งเพลงทุกเพลงที่โจทก์ที่ 1 ขายให้นายจูฮง โจทก์ทั้งหกทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) นำเพลงซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของนายจูฮงจำนวน 25 เพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 รวมทั้งเพลงแน่ข้างเดียวไปทำซ้ำในทางการค้า การกระทำของโจทก์ทั้งหกทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงขอคิดค่าเสียหายเพลงละ 30,000 บาท เท่ากับที่โจทก์ทั้งหกได้รับจากการอนุญาตขอให้ยกฟ้องและพิพากษาห้ามโจทก์ทั้งหกเกี่ยวข้องกับเพลงจำนวน 126 เพลง ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ให้โจทก์ทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 750,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2542 จนถึง วันฟ้องอีก 56,250 บาท รวม 806,250 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งหกร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งหกให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับนายจูฮง สัญญาขายลิขสิทธิ์ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์ที่ 1 ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพลหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 สัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โจทก์ทั้งหกจึงมีสิทธิอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิในคำร้องและทำนองเพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 โจทก์ทั้งหกไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ทั้งหกอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ใช้ลิขสิทธิ์ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายอย่างไร ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองบทเพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 จำนวน 10 เพลง คือ เพลงอกแตก เพลงเสียแล้วเสียไป เพลงคิดถึงแฟน เพลงจูบลาจากนาวี เพลงให้ความหวังผลบ้าง เพลงคนจนน้อยใจ เพลงขอเพียงเป็นเพื่อน เพลงแม่สะเดาบ้านนา เพลงชื่นใจคนจน เพลงแม่นางนกเขา และผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองบทเพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 จำนวน 2 เพลง คือ เพลงบ้าเพราะรัก และเพลงเตือนเพื่อนหนุ่ม ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่เคยอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์หรือมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 นำบทเพลงดังกล่าวไปขายให้นายจูฮง แซ่แต้ และผู้ร้องสอดไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์บทเพลงดังกล่าวให้บุคคลใด

ขอให้พิพากษาว่าผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลง ตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ เอกสารท้ายคำให้การจำเลยทั้งสองจำนวน 10 เพลง และผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลง ตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ เอกสารท้ายคำให้การจำเลยทั้งสองจำนวน 2 เพลง ห้ามโจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองบทเพลงของผู้ร้องสอดทั้งสอง โจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิในบทเพลงจำนวน 126 เพลง ตามฟ้องแย้งดีกว่าโจทก์ทั้งหก ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งหก ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง และคำขออื่นของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาประการต่อไปที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยโจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ชอบ เพราะพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหกมีน้ำหนักฟังได้ว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลงพิพาท จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์เพลงพิพาทของโจทก์ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า นายสุรพล สมบัติเจริญ เป็นผู้สร้างสรรค์บทเพลงพิพาทตามเอกสารหมาย ล.1 บางส่วน ต่อมาในปี 2511 นายสุรพลถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาของนายสุรพลและ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ที่ 1 กับนายสุรพล ผลงานเพลงพิพาทที่นายสุรพลสร้างสรรค์จึงตกเป็นมรดกแก่โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสุรพล

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในผลงานเพลงพิพาทและจำเลยทั้งสองได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานเพลงพิพาทของโจทก์ทั้งหกหรือไม่ ในประเด็นนี้จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงพิพาทให้แก่นายจูฮง แซ่แต้ หรือนายจุลินทร์ เดชานุพงษ์ โดยเด็ดขาดไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจูฮง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายจูฮง เมื่อนายจูฮงถึงแก่ความตายสิทธิในเพลงพิพาทตามสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย ล.1 ที่นายจูฮงทำไว้กับโจทก์ที่ 1 จึงตกเป็นสิทธิจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งหกนำสืบโดยโจทก์ที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงอ้างว่าได้รับเงินมัดจำค่าซื้อเทปต้นฉบับจากนายจูฮงจำนวน 25,000 บาท จึงได้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าได้รับเงินจากนายจูฮงแล้ว โดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่านายจูฮงได้มาพบโจทก์ที่ 1 เมื่อประมาณกลางปี 2513 ขณะที่โจทก์ที่ 1 นำวงดนตรีไปแสดงที่สะพานควาย

นายจูฮงได้มาพบโจทก์ที่ 1 ด้านหลังเวทีเพื่อขอซื้อเทปต้นแบบอัดเสียงของนายสุรพล โจทก์ที่ 1 ได้แจ้งแก่นายจูฮงว่า เทปต้นแบบดังกล่าวอยู่ที่ห้องอัดเสียง นายจูฮงจึงตกลงว่าจะเป็นผู้รวบรวมหาเทปต้นแบบของนายสุรพลและจะเจรจาในเรื่องรายละเอียดว่าจะซื้อเทปต้นแบบเพลงใดบ้าง โดยได้วางเงินมัดจำไว้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 25,000 บาท พร้อมทั้งนำกระดาษที่มีข้อความว่า "ได้รับเงินจากนายจูฮง แซ่แต้ ในจำนวน 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว" ให้โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อและตกลงจะทำสัญญาซื้อขายกันภายหลัง โจทก์ที่ 1 จึงลงชื่อในเอกสารดังกล่าว หลังจากนั้นวงดนตรีของโจทก์ที่ 1 ก็เริ่มเสื่อมความนิยม นายจูฮงก็ไม่เคยติดต่อมาหาโจทก์ที่ 1 อีก

ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า หลังจากนายสุรพลถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้ไปพบนายจูฮงหลายครั้งเพื่อขอยืมเงินและนำแผ่นเสียงมาขาย เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2513 โจทก์ที่ 1 กับนายยิ่งยง สะเด็ดยาด ได้มาหานายจูฮงที่บริษัทของนายจูฮงเพื่อขายลิขสิทธิ์เพลงของนายสุรพลจำนวน 126 เพลง โดยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 ไว้ เห็นว่า ที่โจทก์ทั้งหกนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงพิพาทของนายสุรพลให้แก่นายจูฮง ลายมือชื่อในช่องผู้ขายตามสัญญาขายลิขสิทธิ์และบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 ไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 1 ก็รับว่าโจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนไว้ในเอกสารส่วนที่เป็นข้อความว่าไงรับเงินจำนวน 25,000 บาท

ไว้โดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่าเป็นการลงชื่อรับเงินมัดจำเท่านั้น ในปัญหาเรื่องลายมือชื่อนี้ในระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยทั้งสองได้ขอให้ส่งสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 ไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 ที่ลงไว้ในเอกสารที่มีข้อความว่ารับเงินจำนวน 25,000 บาท ว่าตรงกับลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของโจทก์ที่ 1 ในเอกสารแผ่นอื่นๆ ในสัญญาดังกล่าวหรือไม่ซึ่งผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้วไม่อาจลงความเห็นได้ อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจดูสัญญาขายลิขสิทธิ์และบัญชีแนบท้ายสัญญาลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 แล้ว ปรากฏว่าลายมือชื่อในช่องผู้ขายตามเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 3 ถึงแผ่นที่ 7 คล้ายกับลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในเอกสารแผ่นที่ 2 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ยอมรับว่าเป็นลายมือชื่อของตน และเมื่อตรวจดูเอกสารหมาย

ล.1 ดังกล่าวพบว่ากระดาษที่ใช้ในการทำสัญญาทุกแผ่นเป็นขนาดเดียวกัน ลักษณะสีเดียวกัน ข้อความในสัญญาก็มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันโดยตลอดไม่มีข้อพิรุธว่าได้มีการเพิ่มเติมสัญญาแผ่นต่างๆ ขึ้นมาประกอบแผ่นกระดาษที่โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงินไว้ ส่วนรายชื่อเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ที่มีการนำสืบโต้เถียงกันระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยทั้งสองว่ามีบางเพลงไม่ใช่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของนายสุรพลนั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะกรณีเป็นไปได้ที่มีความผิดพลาดในการระบุรายชื่อเพลงไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญา

ที่โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ว่า สัญญาดังกล่าวมีข้อพิรุธ คือ ไม่มีการระบุจำนวนเพลงและจำนวนเงินที่มีการซื้อขายกันตามสัญญา การระบุสถานที่ทำสัญญามีข้อพิรุธ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 และนายยิ่งยง สะเด็ดยาด อยู่ด้วยในวันทำสัญญาแต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองได้ลงชื่อเป็นพยาน สัญญาดังกล่าวใช้คำว่า "ลงชื่อ" และ "ลงนาม" ในสัญญาฉบับเดียวกัน ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 เมื่อส่งไปตรวจพิสูจน์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญไม่อาจลงความเห็นได้ จำเลยที่ 1 ทำปกแผ่นเสียงโดยระบุว่าเป็นผู้แทนจำหน่ายเท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทกับบุคคลอื่นจำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสัญญาดังกล่าวมาอ้างหรือบังคับนั้น

เห็นว่า ข้อที่โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ว่าเป็นข้อพิรุธดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ การไม่ระบุจำนวนเพลงและจำนวนเงินไว้ในสัญญาอาจเป็นเรื่องที่คู่ความได้ตกลงกันแล้ว ในจำนวนเงินที่ได้เขียนข้อความว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินแล้ว ส่วนที่สัญญาระบุสถานที่การพิมพ์สัญญาเอกสารหมาย ล.1 ไม่ตรงกับสถานที่ที่มีการตกลงทำสัญญาก็ไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยเพราะการจัดพิมพ์สัญญาอาจจัดทำโดยทนายความซึ่งย่อมระบุสถานที่ในการทำสัญญาว่าคือสำนักงานทนายความได้ การที่จำเลยที่ 1 และนายยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งมีการอ้างว่าอยู่ด้วยในขณะทำสัญญา แม้ไม่ลงชื่อก็ไม่ผิดปกติ เช่นเดียวกับการใช้คำว่า "ลงชื่อ" และ "ลงนาม" ซึ่งความแตกต่างกันย่อมอาจเกิดขึ้นได้

ส่วนการที่นายจูฮงไม่ได้ระบุไว้ในปกแผ่นเสียงว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ดี ไม่ได้ฟ้องผู้อื่นรวมทั้งโจทก์ที่ 2 ที่นำเพลงพิพาทไปทำซ้ำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ดี จำเลยทั้งสองได้นำสืบอธิบายว่า การพิมพ์ชื่อบริษัทของนายจูฮงก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของและที่นายจูฮงไม่ดำเนินคดีกับโจทก์ที่ 2 ก็เพราะเห็นว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายสุรพล ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกที่ว่าสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 มีพิรุธจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของโจทก์ทั้งหกนั้นเห็นว่าเป็นการโต้แย้งความเห็นในการวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในประเด็นซึ่งไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหกเชื่อว่า โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์ผลงานเพลงพิพาทของนายสุรพลให้แก่นางจูฮงแล้วตามสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 การที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นบุตรของนายสุรพลกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของโจทก์ที่ 1 สัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 จึงมีผลผูกพันโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายจูฮงจึงมีสิทธิในผลงานเพลงพิพาท คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พรเพชร วิชิตชลชัย · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้