Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะสวมหมวกไหมพรมสีดำปิดหน้าถึงบริเวณคิ้วแต่สามารถเห็นหน้าและพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนจี้ขู่บังคับพยานจำหน้าจำเลยได้แม่นยำ เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟนีออนและสปอทไลท์ เปิดทิ้งไว้ทั้งคืน ประกอบกับก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยได้มาคุยกับผู้เสียหายที่ 1 ขอทำงานอยู่เป็นเวลา 2 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้เดินทางไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ตู้ยามพร้อมกับยืนยันว่าคนร้ายคือจำเลยพยานทั้งสามไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยน่าเชื่อว่าเบิกความไปตามที่เป็นจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมี ท.พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลยได้แล้วได้แจ้งข้อหาจำเลยว่าร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้อื่นและมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อท. เป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยน่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม และชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยนำสืบว่าเจ้าพนักงานตำรวจบอกให้ลงลายมือชื่อแล้วจะกันไว้เป็นพยานโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังนั้น เป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังเมื่อฟังคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบคำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสามแล้ว เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83, 340, 340 ตรี ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 50,000 บาทแก่ ผู้เสียหายที่ 1 และจำนวน 5,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนหมวกไหมพรมของกลางแก่เจ้าของโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 83, 33ให้จำคุก 24 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 50,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 1 และจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้าย3 คน ร่วมกันใช้ปืนสั้น 1 กระบอกมีดพกสั้น 1 เล่ม เป็นอาวุธร่วมกันปล้นสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ รวมราคา 20,000 บาท และโทรศัพท์มือถือจำนวน 1 เครื่อง ราคา 30,000 บาท ของนายล้วน จุฑาคุปต์ผู้เสียหายที่ 1 และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้นพร้อมพระเลี่ยมทองคำจำนวน 1 องค์รวมราคา 5,000 บาท ของนางไกรอัมพร วงศ์ศรีชา ผู้เสียหายที่ 2 ไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่พยานนอนหลับอยู่ในห้อง มีคนมากระชากประตูห้องจนหลุด

พยานสะดุ้งตื่นขึ้นมามีชายคนหนึ่งวิ่งเข้าไปในห้องและใช้ปืนจ่อที่หน้าอกและบอกว่าเอาทองมา และข้างนอกห้องมีชาย 2 คน ยืนอยู่ในลักษณะคุมเชิงอยู่คนหนึ่งถือมีดอยู่ด้วย คนร้ายที่เอาอาวุธปืนจี้พยานใส่เสื้อผ้าสีดำ ๆ ใส่หมวดไหมพรมสีดำปิดถึงบริเวณคิ้วข้างล่าง ตั้งแต่คิ้วลงมาไม่ใส่ปกปิดไว้ พยานจำหน้าคนร้ายได้ว่าเป็นนายสุชาติ ใจกระจ่าง จำเลย เนื่องจากเคยทำงานด้วยกันมาก่อนและวันที่ 14 มีนาคม 2538 จำเลยได้มาคุยกับพยานที่หน้าห้องพักของพยานตั้งแต่ 5 โมงเช้า ถึงบ่ายโมง หลังจากคนร้ายหลบหนีไปแล้วพยานได้ขับรถไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ตู้ยามที่ตำบลคลองปางและยืนยันว่าคนร้ายคือ จำเลย ส่วนอีก 2 คนนั้นจำไม่ได้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า

พยานและสามีนอนหลับอยู่ในห้องและสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคนเดินและเสียงพูดอยู่ในห้องผู้เสียหายที่ 1คนพูดว่าเอาทองมาเป็นเสียงผู้ชายพยานจึงปลุกสามีว่ามีเสียงผิดปกติที่ห้องผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ได้ลุกขึ้นไปเปิดประตูพยานกำลังจะเดินตามไปเห็นชาย 2 คน คนหนึ่งถือมีดพกปลายแหลมขู่สามีพยานไม่ให้ออกจากห้อง คนร้ายที่อยู่ในห้องผู้เสียหายที่ 1ออกจากห้องตรงมาที่ห้องพยานพร้อมเอาอาวุธปืนขู่สามีพยานให้เข้าไปในห้อง เมื่อคนร้ายเข้าไปในห้องแล้วได้เอาอาวุธปืนจี้บริเวณคอและให้พยานถอดสร้อยคอทองคำให้พยานกลัวจึงยอมปลดสร้อยคอทองคำพร้อมขี้หลวงพ่อเพชร 1 องค์ ให้ไปคนร้ายสวมหมวกไอ้โม่งปิดลงมาถึงคิ้ว พยานเห็นใบหน้าชัดเจนรู้ว่าคนร้ายคือนายสุชาิต

ใจกระจ่าง จำเลยนี้เพราะเป็นคนงานก่อสร้างไป ๆ มา ๆ อยู่ที่บริเวณก่อสร้าง คืนเกิดเหตุพยานไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แต่เจ้าพนักงานตำรวจก็ยังไม่ได้บันทึกปากคำไว้ และนายธวัช จุฑาคุปต์ สามีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่าพยานตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงในห้องผู้เสียหายที่ 1 พยานจะออกไปช่วยแต่หน้าห้องพยานและผู้เสียหายที่ 1 มีชาย 2 คน ยืนอยู่ระหว่างห้องพยานกับห้องผู้เสียหายที่ 1 มีชายคนหนึ่งถือมีดสั้นเป็นอาวุธขณะนั้นคนร้ายได้ออกจากห้องผู้เสียหายที่ 1 พอดี และคนร้ายได้เอาอาวุธปืนจี้ที่หน้าอกพยานและบอกว่า ห้องนี้มีทอง พยานบอกว่าไม่มี คนร้านบอกว่าผู้หญิงมี และดันพยานเข้าไปในห้อง ช่วงระยะเวลานั้นพยานมองเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนและจำได้ว่าเป็นจำเลยเห็นว่า

แม้จำเลยจะสามหมวกไหมพรมสีดำปิดหน้าถึงบริเวณคิ้วแต่สามารถเห็นหน้า และพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนขี้ขู่บังคับ พยานจำหน้าจำเลยได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟนีออนและสปอทไลท์เปิดทิ้งไว้ทั้งคืน ประกอบกับก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยได้มาคุยกับผู้เสียหายที่ 1 ขอทำงานอยู่เป็นเวลานาน 2 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้เดินทางไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ตู้ยามที่ตำบลคลองปางพร้อมกับยืนยันว่าคนร้ายคือจำเลยพยานทั้งสามไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยน่าเชื่อว่าเบิกความไปตามที่เป็นจริงนอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทสุทิพย์ ครุวนากรินทร์เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจกิ่งอำเภอรัษฎา

เบิกความว่าหลังเกิดเหตุได้รับแจ้งทางวิทยุว่าเกิดเหตุคดีนี้ พยานจึงเดินทางไปที่เกิดเหตุสอบถามผู้เสียหายอ้างว่าจำหน้าคนร้ายได้ จากการสืบสวนทราบว่าจำเลยนี้เป็นคนร้ายจึงได้ออกหมายจับ พบจำเลยแจ้งข้อหาจำเลยว่าร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้อื่นจำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และพันตำรวจโทฟื้น บุญสนธิ์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่าร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้อื่นและมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ปจ.4 เห็นว่า พยานทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน

ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยน่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยนำสืบว่าชั้นจับกุมจำเลยให้การปฏิเสธแต่เจ้าพนักงานตำรวจบอกให้ลงลายมือชื่อจะกันไว้เป็นพยานพยานจึงลงลายมือชื่อให้พนักงานตำรวจไปโดยไม่ได้อ่านข้อความชั้นสอบสวนพยานให้การรับสารภาพเพราะพนักงานสอบสวนอ้างว่าจะกันไว้เป็นพยานนั้น เห็นว่าจำเลยเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง เมื่อฟังคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบคำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสามแล้ว เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เหล็ก ไทรวิจิตร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · สกนธ์ กฤติยาวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้