Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7326/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่สายลับ รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจึงเป็นยานพาหนะซึ่งใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง ต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 ส่วนกระดาษตะกั่ว ถุงพลาสติก และกรรไกรของกลางค้นได้ในบ้านของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 33 ป.วิ.อ. มาตรา 195 ป.วิ.อ. มาตรา 225 ป.วิ.อ. มาตรา 227 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 107

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 60 เม็ด น้ำหนัก 5.42 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 6 เม็ด น้ำหนัก 0.55 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 900 บาท โดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้ขับไปจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ กระดาษตะกั่วจำนวน 1 ม้วน ถุงพลาสติกจำนวน 40 ใบ และกรรไกรจำนวน 1 เล่ม เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลางและให้คืนธนบัตรที่ล่อซื้อจำนวน 900 บาท แก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและสอบสวน และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน ริบของกลาง และคืนเงินที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง(เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นและคำขอคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และคืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขนม สข 203 ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่บริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะหลังโรงแรมฟลอริด้า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ที่สายลับนำมามอบให้ และธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 9 ฉบับ จากนั้นจำเลยที่ 1 พาไปบ้านของจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 2 บุตรของจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านดังกล่าว ตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 54 เม็ด กระดาษตะกั่วจำนวน 1 ม้วน กรรไกรจำนวน 1 เล่ม และถุงพลาสติกคล้ายซองยาจำนวน 40 ถุง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

สำหรับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิรัตน์ พุดคง และสิบตำรวจเอกสะฝีอี สันลา เบิกความเป็นพยานว่า วางแผนจับกุมโดยให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยพยานโจทก์ทั้งสองซุ่มดูอยู่ที่เพิงขายอาหารริมทางห่างตู้โทรศัพท์สาธารณะหลังโรงแรมฟลอริด้าประมาณ 30 เมตร

จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาพบกับสายลับ สายลับส่งมอบสิ่งของแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของแก่สายลับ ปรากฏว่าสิ่งของที่จำเลยที่ 1 มอบแก่สายลับเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ของกลาง ร้อยตำรวจเอกวิรัตน์กับพวกจึงจับกุมจำเลยที่ 1 และตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 900 บาท ในมือของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ยังไม่มืด มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ พยานโจทก์ทั้งสองอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร แสงสว่างและระยะห่างเพียงเท่านี้ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้นอกจากนั้นยังพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อที่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยที่ 1 ทันที

พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 54 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ที่บ้านดังกล่าว พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ไม่ได้ปรักปรำจำเลยที่ 1 ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 และ จ.13 ตามลำดับ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมโดยไม่สมัครใจขณะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมยังไม่มีข้อความ และเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 1 ให้การนั้น เป็นคำกล่าวอ้างลอย

ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังส่วนพฤติการณ์ก่อนจับกุมเกี่ยวกับการแบ่งกำลังของเจ้าพนักงานตำรวจ สถานที่ซุ่มดูและการเข้าจับกุมเป็นรายละเอียด แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในบันทึกการจับกุมหรือมีความแตกต่างไปบ้างก็ไม่เป็นข้อสาระสำคัญถึงกับให้ฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพพร้อมทั้งเขียนบันทึกคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.5 ว่าจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ดไปขายให้แก่ลูกค้าที่ติดต่อมาทางโทรศัพท์ทั้งชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา

มีคนโทรศัพท์มาที่บ้าน จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสาย และบอกจำเลยที่ 2 ว่ามีคนมาขอซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 2 ไปขาย นอกจากนั้นในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 นั้น ความจริงเป็นของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปมอบแก่นายจอย จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 ทั้งสองคนอยู่บ้านเดียวกัน เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อมีคนสั่งซื้อจำเลยที่ 1 สามารถนำไปจำหน่ายได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติว่า "...เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น" ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขนม สข 203 ของกลาง เป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่สายลับ รถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวจึงเป็นยานพาหนะซึ่งใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนกระดาษตะกั่ว ถุงพลาสติกและกรรไกรของกลาง ค้นได้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี รวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ส่วนถุงพลาสติก กระดาษตะกั่ว และกรรไกรของกลางคืนเจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธาดา กษิตินนท์ · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2511/2545

แม้เฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนจะเป็นยาเสพติดให้โทษคนละชนิดกัน แต่ต่างเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภทที่ 1 ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นยึดเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนได้ในสถานที่และเวลาเดียวกัน แสดงว่าจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2145/2538

เมื่อศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา8ทวิวรรคสอง,72ทวิวรรคสองซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดและเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา371แล้วก็จะอาศัยประมวลกฎหมายอาญามาตรา371มาสั่งริบอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2951/2566

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาแก้ไอซึ่งมีส่วนผสมของไดเฟนไฮดรามีนและคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต อันเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายจำพวกฮิสตามีนและแอนติฮิสตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2561 (เลขอ้างอิง 638679)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12797/2558

ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364 นั้น แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบุอ้าง ป.อ. มาตรา 364 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเข้าไป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้