คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ขนาด 20 จำนวน 1 กระบอกใช้ยิงได้ ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และมีกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกัน จำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ต่อมาจำเลยมีเจตนาฆ่าโดยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงประทุษร้ายต่อชีวิตนายสมศักดิ์ เสมอวัน ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนถูกบริเวณหัวหน่าวทะลุฝังในที่บริเวณกระเพาะปัสสาวะ จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญ และแพทย์ผ่าตัดเอากระสุนปืนออกช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนความผิดข้อหาพยายามฆ่าให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปีและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 11 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากกระสุนปืนที่บริเวณสะโพกด้านหลังขวาโดยกระสุนปืน 1 รู ทะลุกระเพาะปัสสาวะ หัวกระสุนปืนฝังอยู่ที่หัวหน่าวบริเวณกระเพาะปัสสาวะตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.7ท้ายฟ้องประกอบกับนายแพทย์ศักดา เพียรประเสริฐกุล
พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ความแรงของกระสุนปืนหากถูกอวัยวะสำคัญ เช่น ปอดหรือสมอง อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แสดงว่าอาวุธปืนลูกซองสั้นที่จำเลยใช้ยิงนั้นเป็นอาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ยิงทำให้ถึงตายได้ถ้าถูกอวัยวะสำคัญ ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาวุธปืนและเข้าใจว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้เสียหายนั้นเมื่อยิงจะมีกระสุนปืนออกไปเพียงนัด (หรือเม็ด)เดียวนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำสืบให้รับฟังได้เช่นนั้น จึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังและข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหาย นางสาวประภัสสร เสมอวัน เด็กชายอมรฤทธิ์
เสมอวัน บุตรผู้เสียหาย และนายผจญเกียรติ เปรมปราโมทย์พยานโจทก์ทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายทะเลาะโต้เถียงกันที่บ้านผู้เสียหาย แล้วจำเลยกลับไป ต่อมาจำเลยมาที่บ้านผู้เสียหายอีกครั้งพร้อมถืออาวุธปืนซึ่งพันด้วยเสื้อ และเหตุการณ์ตอนยิงจำเลยได้ยิงผู้เสียหายด้านหลังขณะที่ผู้เสียหายหันหลังให้จำเลยซึ่งตามฎีกาของจำเลยก็ยอมรับในข้อนี้ ข้อที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเพียงว่าจะยิงที่ขาผู้เสียหายอันเป็นทำนองอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความว่าเมื่อจำเลยล้วงเอาอาวุธปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวจำเลยออกมาแล้วจ้องเล็งไปที่บริเวณขาผู้เสียหาย บุตรสาวผู้เสียหายกัดที่ข้อศอกจำเลย
ทำให้ปากกระบอกปืนยกขึ้นสูง กระสุนปืนจึงถูกบริเวณลำตัวผู้เสียหายแต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย ป.จ.4ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การว่าบุตรสาวผู้เสียหายกัดข้อศอกจำเลยทำให้ปากกระสุนปืนยกขึ้นสูงดังที่จำเลยเบิกความจึงทำให้ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยเจตนาหรือตั้งใจจะยิงที่ขาผู้เสียหายไม่มีน้ำหนักรับฟัง ข้อที่จำเลยนำสืบและอ้างในฎีกาว่า เหตุที่จำเลยยิงผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของที่มีผ้าปิด ทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายจะหยิบอาวุธปืนมายิงจำเลยก่อน อันเป็นทำนองอ้างว่าจำเลยยิงผู้เสียหายเพื่อป้องกันตัวนั้น แต่ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้หยิบหรือใช้อาวุธปืนจะยิงจำเลยก่อนแต่อย่างใด
กรณีจึงไม่มีภยันตรายที่ผู้เสียหายจะก่อให้เกิดแก่จำเลยที่จำเลยจำต้องป้องกันตัว ทั้งจำเลยก็รับมาในฎีกาด้วยว่าเหตุที่มีการยิงเนื่องจากมีการท้ายิงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยกรณีจึงมีลักษณะเป็นการสมัครใจที่จะต่อสู้กัน จำเลยไม่อาจอ้างเหตุเป็นการป้องกันตัวตามกฎหมายได้ด้วย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ยิงทำให้ถึงแก่ความตายได้ถ้าถูกอวัยวะสำคัญดังวินิจฉัยมาตอนต้นยิงถูกผู้เสียหายบริเวณสะโพกด้านหลังดังปรากฏบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.7 ท้ายฟ้อง ซึ่งนายแพทย์ศักดาเบิกความยืนยันว่ากระสุนปืนที่ถูกกระเพาะปัสสาวะ หากไม่ได้ทำการผ่าตัดจะมีน้ำปัสสาวะไหลเข้าช่องท้องแล้วเกิดการอักเสบทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิตได้
ทั้งสะโพกก็เป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้กับบั้นเอวและกระดูกสันหลังซึ่งมีอวัยวะสำคัญอยู่ภายใน เป็นกรณีที่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้เสียหายจะได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้ ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยจึงบ่งชี้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายจำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำไปโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน