Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140(3) ศาลจะอ่านคำพิพากษาต่อหน้าคู่ความที่มาศาลเท่านั้น การที่คู่ความมาศาล หมายถึงการมาแสดงตัวต่อศาลโดยแถลงต่อศาลให้ทราบหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานศาลเพื่อให้แจ้งให้ศาลทราบในห้องพิจารณา มิใช่มาศาลแล้วแต่ไปอยู่ที่อื่น หรือมิได้แถลงต่อศาลหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานศาลดังกล่าว เมื่อคู่ความมาศาลพร้อมแล้วจึงจะอ่านคำพิพากษาต่อหน้ากันได้ ไม่ใช่ถึงเวลานัดศาลต้องอ่านคำพิพากษาทันทีโดยที่ยังไม่ทราบว่ามีคู่ความมาศาลหรือไม่ ทนายความโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาและลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาล เสมียนทนายย่อมถือว่าเป็นตัวแทนของทนายความโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี โดยมีตราประทับของงานรับฟ้องของศาลชั้นต้นลงวันเวลาในใบมอบฉันทะว่า 25 สิงหาคม 2540 เวลา 13.55นาฬิกา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งแสดงตัวต่อศาล การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้เสมียนทนายความโจทก์ฟังฝ่ายเดียวและเสมียนทนายความโจทก์ลงลายมือชื่อไว้เช่นนี้ แม้จะอ่านล่าช้าไปบ้างเล็กน้อย ก็เป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้ว ส่วนการที่จำเลยมาแสดงตนว่าเป็นคู่ความหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้จำเลยลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านอีกชั้นหนึ่งโดยให้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาต่อ กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นไม่จำต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังอีก ถ้าจำเลยมาแสดงตัวเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันเวลาที่ศาลชั้นต้นนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟังหรือศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟัง จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟังอีกได้ ซึ่งถ้าศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านให้ฟังจึงจะถือได้ว่าเป็นการอ่านที่ไม่ชอบ ฎีกาโต้แย้งประเด็นในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 4432/2536 ของศาลฎีกา พิพากษาให้จำเลยทั้งแปดโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5574แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 25 ไร่ ตามพื้นที่ที่เช่าทำนาอยู่เดิม ในราคาไร่ละ10,000 บาท หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปดจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านคำพิพากษาศาลฎีกาและขอทุเลาการบังคับไว้ก่อนจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยคดีนี้ตามที่ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาไว้แล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 2892/2540ของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 25 สิงหาคม2540 ว่านัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เสมียนทนายโจทก์ทั้งสองมาศาลจำเลยที่ 3 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้เสมียนทนายโจทก์ทั้งสองฟัง โดยถือว่าจำเลยที่ 3 ทราบคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว และมีรายงานกระบวนพิจารณาต่อว่า หลังอ่านคำพิพากษาจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มาศาลจึงได้ให้รับทราบการอ่านจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 กันยายน 2540 ว่า

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ชอบ ขอให้แก้ไขศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นไปโดยชอบแล้วให้ยกคำร้องจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ขอแถลงการณ์ด้วยวาจานั้น เห็นว่าไม่จำเป็น จึงให้งดมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 140(3) หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นออกหมายนัดให้มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 25 สิงหาคม 2540 เวลา 13.30 นาฬิกาจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มารอฟังคำพิพากษาให้ห้องพิจารณาที่ 10 แต่ไม่มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

คงมีแต่บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาต่อซึ่งทำภายหลังที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ลงลายมือชื่อในบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว และจำเลยที่ 3 ได้รับทราบเมื่อได้เห็นสำเนาในภายหลังเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจึงมิใช่การอ่านตามหมายนัดของศาลในวันเวลาที่กำหนด มิได้อ่านต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใด เพราะมิได้อ่านต่อหน้าจำเลยที่ 3 ทั้งเสมียนทนายความโจทก์ทั้งสองมิใช่คู่ความ และมิได้อ่านข้อความทั้งหมดโดยเปิดเผย เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140(3) บัญญัติว่า"การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผยตามเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลจดลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือในรายงาน ซึ่งการอ่านนั้นและให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ"

เห็นได้ว่า ศาลจะอ่านคำพิพากษาต่อหน้าคู่ความที่มาศาลเท่านั้นการที่คู่ความมาศาลหมายถึงการมาแสดงตัวต่อศาล โดยแถลงต่อศาลให้ทราบหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานศาลเพื่อให้แจ้งให้ศาลทราบในห้องพิจารณามิใช่มาศาลแล้วแต่ไปอยู่ที่อื่นหรือมิได้แถลงต่อศาลหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานศาลดังกล่าว เมื่อคู่ความมาศาลพร้อมแล้วจึงจะอ่านคำพิพากษาต่อหน้ากันได้ไม่ใช่ถึงเวลานัดศาลต้องอ่านคำพิพากษาทันทีโดยที่ยังไม่ทราบว่ามีคู่ความมาศาลหรือไม่ มิฉะนั้นจะไม่อยู่ในความหมายของคำว่าศาลต้องอ่านคำพิพากษาต่อหน้าคู่ความที่มาศาลดังกล่าว ปรากฏในสำนวนว่า ทนายความโจทก์ทั้งสองมอบฉันทะให้นายประสิทธิ์ คลังพหล เสมียนทนายมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาและลงลายมือชื่อทราบคำสั่งศาล

เสมียนทนายย่อมถือว่าเป็นตัวแทนของทนายความโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดี โดยมีตราประทับของงานรับฟ้องของศาลชั้นต้นลงวันเวลาในใบมอบฉันทะว่า 25 สิงหาคม2540 เวลา 13.55 นาฬิกา แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้แจ้งแสดงตัวต่อศาลแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้เสมียนทนายความโจทก์ทั้งสองฟังฝ่ายเดียวและเสมียนทนายความโจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อไว้เช่นนี้ แม้จะอ่านล่าช้าไปบ้างเล็กน้อยก็เป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบ เมื่ออ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มาแสดงตนว่าเป็นคู่ความ ศาลชั้นต้นจึงให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านอีกชั้นหนึ่งโดยให้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาต่อกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นไม่จำต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ฟังอีก

เพราะได้มีการอ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านไว้นับว่าเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 3 แล้ว การที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาครั้งแรก ส่วนรายงานกระบวนพิจารณาต่อไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้นั้นฟังไม่ได้ เพราะปรากฏในสำนวนว่าจำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนั้น ซึ่งมีตราประทับของงานเก็บสำนวนลงเวลาในคำร้องว่า 15 นาฬิกา แสดงว่าจำเลยที่ 3 ได้รับทราบแล้วว่ามีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ส่วนการที่จำเลยที่ 3 ได้เห็นสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ก็มิได้ทำให้อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิชอบแต่อย่างใด

กรณีนี้ถ้าจำเลยที่ 3 มาแสดงตัวเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันเวลาที่ศาลชั้นต้นนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟังหรือศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟัง จำเลยที่ 3 ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟังอีกได้ ซึ่งถ้าศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านให้ฟังจึงจะถือได้ว่าเป็นการอ่านที่ไม่ชอบดังความเข้าใจของจำเลยที่ 3 แต่ก็มิได้มีหลักฐานให้ปรากฏเช่นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้วส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้ออื่น ๆ ในฎีกาข้อ 2.2 ข้อ 2.3 เรื่องการจดแจ้งเหตุที่ผู้พิพากษามิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลฎีกาขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎบัตรสหประชาชาติ เป็นฎีกาโต้แย้งประเด็นในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4432/2536 และ2892/2540 ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ไม่ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพันธ์ ทรัพย์แสง · กนก พรรณรักษา · วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้