Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7309/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซื้อและเช่าซื้อรถยนต์จากจำเลยโดยจำเลยสัญญาว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยก็มิได้โอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยมีหน้าที่ต้องโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ ถ้าไม่สามารถโอนได้ก็ให้จ่ายเงินมัดจำ เงินงวดค่าเช่าซื้อและคืนเงินค่าโอนทะเบียนรถรวมเป็นเงิน 407,514 บาท แก่โจทก์ และมีคำขอให้บังคับจำเลยโอนทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงิน 50,000 บาท แก่โจทก์แม้จะเรียกว่าค่าเสียหายแต่ก็เป็นเงินที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระเนื่องจากการผิดสัญญาที่ไม่สามารถโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ตามฟ้องนั่นเอง จึงมิได้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2530 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 2 จ-1768 กรุงเทพมหานครจากจำเลยที่ 1 ในราคา 270,000 บาท โดยโจทก์ชำระเงินมัดจำในวันสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำนวน 90,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะโอนทะเบียนรถให้แก่จำเลยที่ 2 และให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกลงจะโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์และหากเกิดความเสียหายขึ้นก่อนการซื้อขาย จำเลยที่ 1จะต้องรับผิดชอบ ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2530 จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 2ในราคาเช่าซื้อ 239,400 บาท โดยโจทก์ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 2 เป็นงวดรายเดือนงวดละ 6,650 บาท

รวม 36 งวดเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 ธันวาคม 2530 งวดต่อไปชำระทุกวันที่5 ของเดือนถัดไป และเมื่อชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 2 จะโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ครั้นเมื่อโจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อและเงินค่าโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 2 ไม่จัดการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 จ-1768 กรุงเทพมหานครแก่โจทก์ หากไม่สามารถจัดการโอนให้ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 407,514 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การว่า การที่นายสมบัติให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมตำรวจเข้าเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วมเนื่องจากจำเลยร่วมมิใช่คู่สัญญาตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการโอนทะเบียนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 2 จ-1768 กรุงเทพมหานคร ให้เป็นสิทธิแก่โจทก์ หากไม่สามารถจัดการโอนทะเบียนได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่9 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยร่วมจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ซื้อและค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ (โอนทะเบียน) ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้โอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ถ้าไม่สามารถโอนได้ก็ให้จ่ายเงินมัดจำ เงินงวดค่าเช่าซื้อ และคืนเงินค่าโอนทะเบียนรถรวมเป็นเงิน 407,514 บาท แก่โจทก์ และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

ดังนี้จึงเป็นที่เห็นได้ว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 50,000 บาท แก่โจทก์นั้นแม้จะเรียกค่าเสียหายแต่ก็เป็นเงินที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเนื่องจากการผิดสัญญาที่ไม่สามารถโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ได้ตามฟ้องนั่นเอง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาทแก่โจทก์ จึงมิได้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568

แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้