Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กฎหมายมิได้บัญญัติว่าถ้าสามีฟ้องคดีจะต้องได้รับความยินยอมจากภริยาเสียก่อนทุกกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฟ้องคดีต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก็เฉพาะการฟ้องคดีเกี่ยวกับสินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายต้องจัดการร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1476สำหรับคดีนี้ปรากฎว่าจำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาโดยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเกี่ยวกับสินสมรสที่โจทก์กับภริยาต้องจัดการร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นข้อโต้เถียงว่าทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องเป็นสินสมรสอันจะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยาเสียก่อน โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทเมื่อวันที่8ธันวาคม2532จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1480ก่อนแก้ไขในปี2533ซึ่งบัญญัติว่า"ในการจัดการสินสมรสถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งนิติกรรมนั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน"ดังนั้นหากที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับป. และป. มิได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาจะซื้อจะชายนิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญามิได้คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับป.หรือไม่ถ้าเป็นสินสมรสแล้วป.ได้ให้ความยินยอมด้วยหรือไม่ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาย่อมเป็นการวินิจฉัยคดีโดยยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงให้แน่ชัดดังกล่าวข้างต้นทั้งยังเป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1480ที่แก้ไขแล้วในปี2533จึงยังไม่ถูกต้องกรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2532 โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 816 ในราคา 144,000 บาท วางมัดจำในวันทำสัญญา 40,000 บาทที่เหลือจะไปชำระในวันซื้อขายและโอนที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินอำเภอทายาง จังหวัดเพชรบุรีในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2533 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ยอมโอนขายที่ดินให้อ้างว่าภริยาไม่ยินยอมให้ขาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องเสียดอกเบี้ยในเงินมัดจำที่ยืมผู้อื่นมาเป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 8,950 บาทจึงขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนซื้อขายโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 816 ให้โจทก์ในราคา144,000 บาท หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในส่วนค่าเสียหายจำนวน 8,950 บาทจำเลยให้การว่า

โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง นางปาน จันทร์โภชาหรือแซ่ลิ้ม เป็นภริยาของจำเลยได้นำเงินที่หาได้ในระหว่างที่จำเลยกับนางปานเป็นสามีภริยากันซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อปี 2520 ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสอันจะต้องจัดการร่วมกับนางปานซึ่งโจทก์รู้อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งไม่ได้รับความยินยอมจากนางปานจึงเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับ และโจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลยให้โอนที่ดินพิพาทได้ เงินมัดจำเลยจำนวน 40,000 บาท เป็นเงินของโจทก์เอง ไม่ได้กู้ยืมผู้อื่น โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดค่าเสียหายและหากจะต้องเสียดอกเบี้ยก็เป็นความผิดของโจทก์ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดย่อมตกเป็นโมฆะด้วย ขอให้ยกฟ้องก่อนชี้สองสถานโจทก์แถลงขอสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เสีย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนซื้อขายโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการกระทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 816 หน้า 16ตำบลกลัดหลวง(เขากระปุก) อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีให้แก่โจทก์ในราคา 144,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาได้เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาให้ฟ้องคดีนี้ จึงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสนั้น โจทก์มีอำนาจหรือไม่ เห็นว่าตามกฎหมายมิได้บัญญัติว่า ถ้าสามีฟ้องคดีจะต้องได้รับความยินยอมจากภริยาเสียก่อนทุกกรณี คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฟ้องคดีต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก็เฉพาะการฟ้องคดีเกี่ยวกับสินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายต้องจัดการร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำหรับคดีนี้ปรากฎว่าจำเลยให้การแต่เพียงว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาโดยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเกี่ยวกับสินสมรสที่โจทก์กับภริยาต้องจัดการร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าว จึงไม่มีประเด็นข้อโต้เถียงว่าทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องเป็นสินสมรสอันจะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย

ดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยาเสียก่อนปัญหาต่อไปว่า ที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยและนางปานหรือไม่ และนางปานได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทเมื่อวันที่ 8ธันวาคม 2532 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1480 ก่อนแก้ไขในปี 2533 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการจัดการสินสมรส ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง นิติกรรมนั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน" หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนางปาน และนางปานมิได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาจะซื้อจะขายนิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์

โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญามิได้ ดังนั้นจึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนางปานหรือไม่ ถ้าเป็นสินสมรสแล้วนางปานได้ให้ความยินยอมด้วยหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษามานั้นเป็นการวินิจฉัยคดีโดยยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงให้แน่ชัดดังกล่าวข้างต้นทั้งยังเป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1,480ที่แก้ไขแล้วในปี 2533 จึงยังไม่ถูกต้อง กรณีมีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นและพิพากษาศาลอุทธรณ์ตลอดจนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลย ให้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและสืบพยานโจทก์จำเลยในปัญหาที่ว่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนางปานหรือไม่ และนางปานได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ไพศาล รางชางกูร · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้