Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7257/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ ส. ป. และ ก. พยานโจทก์จะเป็นเพื่อนกับ ว. หลานจำเลยที่ 3 แต่พยานโจทก์ดังกล่าวก็รู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงขนาดไปดูโทรทัศน์ที่บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ทั้งพยานทั้งสามเบิกความตรงกับที่ให้การในชั้นสอบสวนซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน และยังเบิกความสอดคล้องกันในเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำร้ายจำเลยที่ 3 ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า พยานยิงปืนออกไปนัดแรกขณะจำเลยที่ 3 นอนหงายอยู่บนเบาะรถยนต์กระบะโดยมีจำเลยที่ 2 นอนคว่ำทับอยู่ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 3 และเมื่อพิเคราะห์ถึงอาวุธที่จำเลยที่ 1 ใช้ทำร้ายประกอบบาดแผลที่จำเลยที่ 3 ได้รับที่หัวไหล่ข้างขวาและคำพูดของจำเลยที่ 1 ที่ว่า "ดึงกุญแจไว้ เอาให้ตาย" แม้จำเลยที่ 1 จะยิงถูกจำเลยที่ 3 เพียงนัดเดียว ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าทำร้ายจำเลยที่ 3 ก่อน จำเลยที่ 1 จึงอ้างว่ากระทำโดยป้องกันไม่ได้แม้โจทก์ไม่ได้อาวุธปืนของจำเลยที่ 1 มาเป็นพยาน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีและใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืน และเบิกความรับในชั้นพิจารณาว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาจาก ศ. โดย ศ. ตกลงจะโอนทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลัง ดังนี้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 295, 297, 371, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1671/2540 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคแรก, 72 วรรคแรก, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 ปี ริบของกลาง ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1671/2540 ของศาลชั้นต้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้พิพากษา จึงให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบด้วยมาตรา 69 ให้จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ให้จำคุก 1 ปี และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคแรก, 72 วรรคแรก, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปีทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มี กำหนด8 ปี 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าจำเลยที่ 3 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 3 หรือไม่ โจทก์มีนางสาวเสาวลักษณ์ กรองแก้วนางสาวปรารถนา จันทราภัย และนางสาวเกวรินทร์ จันทรพิมพ์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุขณะที่พยานโจทก์ทั้งสามกับนายวินัยหรือดุลย์พิจารณากำลังดูโทรทัศน์ในร้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น มีจำเลยที่ 3 ขับรถกระบะไปที่ร้านและไขกระจกลง จำเลยที่ 3 ร้องขอซื้อเบียร์ 1 ขวด จำเลยที่ 2 บอกไม่ขาย และให้จำเลยที่ 3 นำรถไปจอดที่อื่น จำเลยที่ 3 เถียงว่า เป็นถนนหลวงทำไมจอดไม่ได้ จำเลยที่ 2 เดินไปกระชากคอเสื้อจำเลยที่ 3 แล้วพูดว่า

"มึงจะเอาอย่างไรกับกู" จำเลยที่ 3 ตอบว่า ไม่เอาอย่างไร หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 กอดปล้ำกันอยู่ในรถกระบะของจำเลยที่ 3ตรงเบาะนั่งคนขับ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ที่หน้าร้านวิ่งเข้าไปในร้านและถือห่อผ้าสีฟ้าออกมา พร้อมกับพูดว่า "ดึงกุญแจไว้ เอาให้ตาย" แล้วถือห่อผ้าดังกล่าวซึ่งมีอาวุธปืนอยู่ผ่านช่องกระจกหน้าต่างเข้าไปยิงจำเลยที่ 3 และมีจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงถูกจำเลยที่ 3 ที่หัวไหล่ 1 นัด และจำเลยที่ 3 ถูกจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีที่ศีรษะ เห็นว่าแม้พยานโจทก์คือ นางสาวเสาวลักษณ์ นางสาวปรารถนา และนางสาวเกวรินทร์จะเป็นเพื่อนกับนายวินัยหรือดุลย์หลานจำเลยที่ 3 แต่พยานโจทก์ดังกล่าวก็รู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงขนาดไปดูโทรทัศน์ที่บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พยานทั้งสามก็เบิกความตรงกับที่ให้การชั้นสอบสวน ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน และยังเบิกความสอดคล้องกันในเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำร้ายจำเลยที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า

พยานยิงปืนออกไปนัดแรกขณะจำเลยที่ 3 นอนหงายอยู่บนเบาะรถยนต์กระบะโดยมีจำเลยที่ 2 นอนคว่ำทับอยู่ ทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงอาวุธที่จำเลยที่ 1 ใช้ทำร้ายประกอบบาดแผลที่จำเลยที่ 3 ได้รับและคำพูดของจำเลยที่ 1 ที่ว่า "ดึงกุญแจไว้ เอาให้ตาย" แม้จำเลยที่ 1 จะยิงถูกจำเลยที่ 3 เพียงนัดเดียวก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 3 แล้ว และจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าเหวี่ยงปืนโดนที่บริเวณศีรษะจำเลยที่ 3 จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมานั้นเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าทำร้ายจำเลยที่ 3 ก่อน

จำเลยที่ 1 จึงอ้างว่ากระทำโดยป้องกันหาได้ไม่ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ไม่มีอาวุธปืนของกลางมาแสดง และไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า อาวุธปืนที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นอาวุธปืนแบบใด ชนิดใดและกระบอกใด จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้อาวุธปืนของจำเลยที่ 1 มาเป็นพยาน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีและใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 3 ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทจาตุรนต์

บุษปะเกศ พนักงานสอบสวนก็ได้ความว่าในการสอบสวนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.19 และในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาจากนายศร โดยนายศรตกลงจะโอนทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลังและศาลอุทธรณ์ก็ลงโทษจำเลยที่ 1 เพียงมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม เท่านั้น อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้วฎีกาจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายขอให้ลงโทษเบาลงนั้นเห็นว่า ในข้อหาพยายามฆ่าศาลล่างทั้งสองลงโทษขั้นต่ำและลดโทษให้อีกหนึ่งในสี่อีกด้วยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 อยู่แล้ว

ไม่มีเหตุจะลดโทษลงอีกและที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นต้นเหตุผู้ก่อคดีนี้ขึ้นจึงไม่มีเหตุควรรอการลงโทษให้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บัญชา สหเกียรติมนตรี · ธีรจิต ไชยาคำ · สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้