Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยฎีกาว่า ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีเป็นอันขาดอายุความ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยและภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ร่วมเจรจาตกลงกับจำเลยด้วย และโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้แถลงว่าไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงและมิได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลย ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญาตามความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลย สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 91, 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 คนละ 150,000 บาท ด้วยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นายธีระวัฒน์ สีขอน ผู้เสียหายที่ 1นายอุตสาห์ โคตรศรีเมือง ผู้เสียหายที่ 2 นางบุญมี สีขอน ผู้เสียหายที่ 3และนางเกษา สุกเพ็ง ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงโดยให้เรียกเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 จำคุก 3 ปี และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน

พ.ศ. 2528มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 83 จำคุก 3 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมแล้วจำคุก 6 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 คนละ 150,000 บาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด

ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียจากสารบบความคดีคงมีปัญหาในชั้นนี้เฉพาะโจทก์ร่วมที่ 2 กับจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์ร่วมทั้งสี่ทราบว่าจำเลยทั้งสองฉ้อโกงไม่เกินวันที่ 17 พฤศจิกายน2537 หลังจากนั้นโจทก์ร่วมทั้งสี่จึงติดตามทวงถามเอาเงินคืนจากจำเลยทั้งสองตลอดมาหลายครั้งเป็นเวลาอีก 8 เดือน จึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 อันเกินกำหนดอายุความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนแล้ว สิทธิในการนำคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องย่อมระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยทั้งสองจึงย่อมหยิบยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้คดีนี้ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538และโจทก์ร่วมที่ 2 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 ภายในระยะเวลา 2 เดือนเศษซึ่งยังไม่เกิน 3 เดือน นับแต่ที่โจทก์ร่วมที่ 2 รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องจึงไม่ขาดอายุความส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกว่า จำเลยทั้งสองได้จ่ายเงินไปบางส่วนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4พอใจไม่ประสงค์จะเอาผิดแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของโจทก์ร่วมลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ถือเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2)

ทำให้สิทธินำคดีอาญาฐานฉ้อโกงของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยทั้งสอง และภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1ที่ 3 และที่ 4 ได้ถอนคำร้องทุกข์ จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ร่วมเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองด้วย และโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้แถลงว่าไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง และมิได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลยทั้งสอง ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญาตามความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

อนึ่ง แม้จำเลยทั้งสองจะได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จนเป็นที่พอใจแล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองต่อไป และได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ขอถอนคำร้องทุกข์ ประกอบกับเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการกระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 2เป็นภริยาจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุ และปัจจุบันยังรับราชการครูอยู่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีด้วยก็เนื่องจากเป็นภริยาของจำเลยที่ 1ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรปรับโทษจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2คนละ 1 ปี

ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 6,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กมล เพียรพิทักษ์ · สมชาย พงษธา · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2567

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจนเป็นที่พอใจและ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2566

เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (1) แล้ว สิทธิในกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2566

แม้บัญชีธนาคาร ก. สาขาซีคอนสแควร์ เลขที่บัญชี 659-1-32XXX-X ของจำเลยที่ 4 ที่มีการรับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีนี้ เป็นบัญชีเดียวกับบัญชีที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในคดีหมายเลข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3851/2563

ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ได้มี พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2559 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2541 โดยมาตรา 5 วรรคสอง ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีฐานะเป็น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้