Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7235/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงินระดับ 8 มีอำนาจในการตัดค่าจ้างหรือลดค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโจทก์ตามระเบียบและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีฐานะเป็นฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543และเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกและกรรมการของสหภาพแรงงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 51 วรรคสอง และมาตรา 56 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 51 พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 56

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทย และจำเลยที่ 3 เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนโจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงิน สังกัดสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยเลขที่ 2352 และกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย ต่อมาประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีหนังสือขออนุมัติต่อจำเลยที่ 1 ให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยเดินทางไปเข้าร่วมประชุมกับประธานกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อรับทราบนโยบายและการดำเนินงานการขยายโครงการ

CDMA ในส่วนภูมิภาคในวันศุกร์ที่ 4 มกราคม 2545 ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 3 การสื่อสารแห่งประเทศไทย หลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่และให้กรรมการที่สังกัดในส่วนภูมิภาคมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยแต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยจำนวน 44 คน ตามรายชื่อที่แนบท้ายเข้าร่วมประชุมดังกล่าว โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติงานให้กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยยกเว้นกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย ลำดับที่ 43, 44 และ 47 ซึ่งลำดับที่ 43 ก็คือโจทก์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย

พ.ศ. 2543 ข้อ 8 โดยถือตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ว่า "ฝ่ายบริหาร" ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 หมายถึงผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทย และลูกจ้างอื่นที่เป็น "ผู้บังคับบัญชา" ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 325 ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าการที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงินดังกล่าวนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจในการจ้าง การเลิกจ้าง ขึ้นค่าจ้าง ตัดค่าจ้างหรือลดค่าจ้างอย่างเด็ดขาดแต่ประการใด โจทก์ต้องรายงานตามลำดับชั้นจนถึงจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย

พ.ศ. 2543 ข้อ 8 ไม่ได้ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่สั่งว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน (ตามเอกสารหมายเลข 5) และให้โจทก์กลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ด้วยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งที่ 02348/2544 เรื่อง เลื่อนและแต่งตั้งพนักงาน ซึ่งโจทก์ได้เลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งนายไปรษณีย์ (ระดับ 7) เป็นตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงิน (ระดับ 8) ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นฝ่ายบริหารเนื่องจากโจทก์เป็นลูกจ้างที่เป็นผู้บังคับบัญชาตามระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 325 พ.ศ. 2541 และข้อบังคับฉบับที่ 3 พ.ศ. 2520 โดยโจทก์มีอำนาจในการตัดค่าจ้างและลดค่าจ้างแล้วรายงานการดำเนินการทางวินัยผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้ว่าการ จึงมีผลให้โจทก์พ้นจากการเป็นสมาชิกและกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยในทันทีตามข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ข้อ 8 และ 15 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 51 ดังนั้น จำเลยที่ 2 มีคำสั่งตามฟ้องของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดของจำเลยที่ 1 เดิมโจทก์ดำรงตำแหน่งนายไปรษณีย์ 7 แผนกพัฒนาบุคลากร สังกัดสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์ เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่และโจทก์เป็นสมาชิกกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงินระดับ 8 สังกัดเดิม เห็นว่า ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 325 ว่าด้วยการกำหนดสายงาน

กลุ่มงาน ตำแหน่ง ระดับ และคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2541 ข้อ 5 และเอกสารหมายเลข 1 แนบท้ายได้ระบุให้ตำแหน่งหัวหน้าแผนกระดับ 8 อยู่ในลำดับที่ 1 สายงานบริหารและมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชา และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การตัดเงินเดือน การลดขั้นเงินเดือน การถอดถอน ระเบียบวินัย การลงโทษและการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงานและลูกจ้างตลอดจนการกำหนดจำนวนอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้างของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ. 2520 หมวด 7 ในเรื่องโทษผิดวินัยและการลงโทษข้อ 69 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "พนักงานและลูกจ้างผู้ใดกระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์

ตัดเงินเดือน ตัดค่าจ้าง หรือลดขั้นเงินเดือน หรือลดค่าจ้างตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือนหรือตัดเงินค่าจ้าง" และแม้ว่าเมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยดังกล่าวผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้ว่าการตามที่กำหนดไว้ในข้อ 73 ก็ตาม ก็เป็นเพียงวิธีปฏิบัติเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไปได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของการลงโทษอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น หากผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไปเห็นว่าผู้บังคับบัญชาชั้นต้นสั่งการลงโทษทางวินัยอย่างเหมาะสมแล้วก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

อำนาจสั่งการลงโทษทางวินัยของผู้บังคับบัญชาชั้นต้นตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มิใช่เป็นเพียงข้อเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อพิจารณาลงโทษพนักงานหรือลูกจ้างแต่อย่างใด ฉะนั้น การที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงิน ระดับ 8 จึงเป็นการดำรงตำแหน่งระดับผู้บังคับบัญชามีอำนาจในการตัดค่าจ้างหรือลดค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโจทก์ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 325 พ.ศ. 2541 และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือนการตัดเงินเดือน และการลดขั้นเงินเดือน การถอดถอน ระเบียบวินัย การลงโทษและการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงานและลูกจ้าง

ตลอดจนการกำหนดจำนวนอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้างของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ. 2520 ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 และเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกและกรรมการของสหภาพแรงงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฝ่ายบริหารเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน" และมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "กรรมการสหภาพแรงงานหรืออนุกรรมการสหภาพแรงงานตามมาตรา 55 ต้องเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานนั้น" คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปัญญา สุทธิบดี · อรพินท์ เศรษฐมานิต · สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้