Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7225/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือไม่ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ร่วมคนใดล้มละลายหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคนไม่เกี่ยวกับลูกหนี้ร่วมคนอื่น คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีล้มละลายที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่เหลือเพราะทนายความจำเลยทั้งสามไม่มาศาลและไม่มีพยานมาสืบเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 คู่ความจะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้จึงจะอุทธรณ์ฎีกาได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่เหลือเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2539 เวลา 1 นาฬิกา เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งได้แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้โต้แย้งไว้ ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและให้สืบพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปอีกไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายจำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 11776/2527 คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมชำระเงิน 354,769.35 บาท แก่โจทก์โดยวิธีผ่อนชำระเป็นงวด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ยอมชำระหนี้โจทก์ เมื่อคิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 982,506.99 บาท

ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 12161/2528 คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมชำระเงิน 110,000 บาท แก่โจทก์โดยวิธีผ่อนชำระเป็นงวดแต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ผิดนัดไม่ยอมชำระหนี้ และจำเลยที่ 3 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 11776/2527 ของศาลชั้นต้น โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อคิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 1,220,297.86 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่อาจชำระหนี้โจทก์ได้ทั้งหมดหรือไม่ โจทก์มีนายจำนงค์ เส็งหะพันธุ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายเชียรชัย สุขสวัสดิ์ หัวหน้าสายงานประเมินราคาและสืบทรัพย์ของโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำบังคับโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามตามสำเนาหมายบังคับคดีเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และให้พนักงานโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ข้อนำสืบของโจทก์ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ. 2483 มาตรา 8(5) ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทสุนทรเทพ เอ็ม.พี. จำกัด 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว2,500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 250,000 บาท และเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเทียมคีรี จำกัด 250 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 400 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจริง แม้ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย ล.3 ที่จำเลยที่ 1 อ้างส่งศาลจะมีชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทสุนทรเทพ เอ็ม.พี.

จำกัด โดยมีจำนวนหุ้นตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็เป็นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2533 ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือจำนวนหุ้นที่ถือในภายหลังก็ได้ และมูลค่าของหุ้นจะถือตามราคาที่ได้จดทะเบียนไว้ครั้งแรกทีเดียวไม่ได้ ย่อมขึ้นอยู่กับผลการประกอบกิจการและฐานะของบริษัทที่ได้จดทะเบียนไว้ คดีนี้ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า บริษัทสุนทรเทพ เอ็ม.พี. จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจตั้งโรงงานแปรรูปหินอ่อน มิได้ดำเนินกิจการแล้ว แต่ให้บุคคลอื่นเช่าดำเนินกิจการ ฉะนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทสุนทรเทพ เอ็ม.พี. จำกัด ก็เชื่อว่าหุ้นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ถืออยู่ไม่มีราคาเพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ทั้งหมด ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมมีทรัพย์สินและรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ทั้งหมดนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แสดงว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ทั้งหมด ทั้งการพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือไม่ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ร่วมคนใดล้มละลายหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคนไม่เกี่ยวกับลูกหนี้ร่วมคนอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ไม่อาจชำระหนี้โจทก์ได้ทั้งหมด และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ล้มละลายมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะขอให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่เหลือเพราะทนายความจำเลยทั้งสามไม่มาศาลและไม่มีพยานมาสืบตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 มีนาคม 2539 นั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 คู่ความจะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จึงจะอุทธรณ์ฎีกาได้

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่เหลือเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2539 เวลา 10 นาฬิกา และนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 23 เมษายน 2539 เวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมมีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งได้ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้โต้แย้งไว้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โต้แย้งคำสั่งไว้แล้วในวันนั้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้จดข้อโต้แย้งลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณานั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่รับฟังไม่ได้เพราะในวันดังกล่าวทนายความจำเลยทั้งสามและตัวความไม่ได้ไปศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่เหลือ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและให้สืบพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปอีกไม่ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย เตโชพิทยากูล · ไพโรจน์ คำอ่อน · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้