Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลยนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่หากการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายก็ย่อมเป็นการละเมิด คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องก็ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ได้ คดีนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอ ก็เป็นการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนี้จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาผิดสัญญาหุ้นส่วนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,814.75 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ไปขอรับเช็คที่จำเลยต้องสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยกลับปฏิเสธไม่ยอมสั่งจ่ายเช็คจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน และต่อมาจำเลยได้นำเงินจำนวน 285,133.28 บาท ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วมาวางต่อศาล โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโจทก์ที่ 1 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไปถึงสถานที่ที่จะทำการยึดทรัพย์

จำเลยได้ขอเจรจากับโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยตกลงที่จะชำระเงินจำนวน 221,185 บาท ซึ่งเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับชำระเงินจำนวน 221,185 บาท แล้วได้ขอถอนการบังคับคดี และต่อมาจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิด ติดตามทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 หมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งการที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีดังกล่าวทั้งที่จำเลยทราบเป็นอย่างดีว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 เนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การใช้สิทธิฟ้องคดีของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสอง ยังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่าการที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะทำให้มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลยนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่หากการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย

ก็ย่อมเป็นการละเมิด คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องก็ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธินั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนี้จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ที่ 1"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · ดิเรก อิงคนินันท์ · วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้