Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 718/2520

พ.ศ. 2520 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานและทำลายบัตรประจำตัวข้าราชการ แต่ในคำขอท้ายฟ้องมิได้อ้างมาตรา 138,140,188 แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นบทลงโทษมาด้วยนั้น ย่อมลงโทษจำเลยตามมาตรา 138,140,188 ไม่ได้ และการที่โจทก์อ้างประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2 ซึ่งบัญญัติให้เรียงกระทงลงโทษมาด้วยก็ไม่พอจะอนุมานว่าโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่มิได้อ้าง ความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนโดยมิได้รับอนุญาตนั้น แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดในขณะฟ้องและศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมา แต่เมื่อคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 มาตรา 3 ยอมให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต นำไปขอรับอนุญาตได้ภายใน 90 วัน โดยผู้นั้นไม่ต้องรับโทษจำเลยจึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานนี้ และแม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 138 ป.อ. มาตรา 140 ป.อ. มาตรา 188 ป.วิ.อ. มาตรา 158 ป.วิ.อ. มาตรา 195 ป.วิ.อ. มาตรา 225 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 มาตรา 3 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 มาตรา 3 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 มาตรา 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทต่างกรรมกัน กล่าวคือก. จำเลยบังอาจมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด .22จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 (แมกนั่ม) จำนวน 7 นัด อันเป็นอาวุธปืน กระสุนปืนที่ใช้ยิงได้ไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ข. ขณะสิบตำรวจตรีเสมอ เอี่ยมประชา เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อได้แสดงตัวต่อจำเลยว่าเป็นเจ้าพนักงาน โดยยื่นบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจให้จำเลยตรวจดู เพื่อทำการจับกุมจำเลยในข้อหาพรากผู้เยาว์จำเลยได้ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของสิบตำรวจตรีเสมอ เอี่ยมประชา เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้อาวุธปืนดังกล่าวบังคับขู่เข็ญว่าจะยิงสิบตำรวจตรีเสมอ

เอี่ยมประชา กับพวก จนเป็นเหตุให้สิบตำรวจตรีเสมอ เอี่ยมประชา กับพวกจำต้องหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุชั่วขณะค. จำเลยบังอาจทำให้เสียหาย โดยฉีกทำลายบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจของสิบตำรวจตรีเสมอ เอี่ยมประชา ซึ่งยื่นแสดงแก่จำเลยออกเป็นชิ้น ๆ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืน กระสุนปืน และบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจที่ถูกจำเลยฉีกทำลายเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510 มาตรา 3 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2517มาตรา 3 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 ฤศจิกายน 2514 ข้อ 2ริบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง คืนบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจแก่เจ้าของจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510มาตรา 3 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2517 มาตรา 3 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ข้อ 2 ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางริบคืนบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจแก่เจ้าของ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ข้อหาอื่นโจทก์ไม่ขอให้ลงโทษโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อ ข. และ ค. ไว้โดยละเอียดพอสมควร จึงพออนุมานได้ว่าโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138, 140, 188 ด้วย และไม่ควรรอการลงโทษจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ให้รอการลงโทษจำเลยไว้ภายใน 5 ปี

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในข้อ ข. และ ค. ว่าจำเลยได้ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงาน และทำลายบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจ แต่ในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้อ้างบทมาตรา 138, 140, 188 แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นบทลงโทษมาด้วย จะลงโทษจำเลยตามตัวบทกฎหมายดังกล่าวได้หรือไม่เห็นว่าเมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้อ้างบทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(6) และเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ สำหรับการกระทำผิดตามที่บรรยายฟ้องมา จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 188ไม่ได้

การที่โจทก์อ้างประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2 ซึ่งบัญญัติให้เรียงกระทงลงโทษมาด้วย ก็ไม่พอจะอนุมานว่าโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่มิได้อ้างมาเพื่อลงโทษจำเลยได้และเห็นว่าสำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้โดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่นั้น แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดในขณะฟ้องและศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมา แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาและอยู่ในระหว่างพิจรณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518 มาตรา 3ยอมให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ ไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต นำไปขอรับอนุญาตได้ภายใน 90 วันโดยผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

ดังนั้น เมื่อคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาในขณะใช้พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็ยังได้รับการยกเว้นโทษ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานนี้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยพิพากษาแก้ เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม · มงคล วัลยะเพ็ชร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9243/2554

ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา สิบตำรวจเอก ว. กับพวกมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ เข้าทำการตรวจค้นจับกุม ส. เป็นการตรวจค้นจับกุมในยามค่ำคืน บุคคลทั่วไปย่อมเกรงว่าผู้ที่เข้าตรวจค้นจับกุมเป็นเจ้า…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2554 (เลขอ้างอิง 510259)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 296 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตราย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1805/2538

ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 140วรรคสาม โดยไม่ปรับบทตามมาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 140 วรรคแรกด้วยนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 140 วรรคสาม มิได้บัญญัติความผิดไว้ชัดแจ้งในตัวและการไม่ปรับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 298/2567

แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับใน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้