Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจเรียกให้ย้ายภาระจำยอมไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใด และต้องกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ะระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายทางภาระจำยอมได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้นตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอย้ายทางภาระจำยอมก็ย่อมสามารถกระทำได้แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางเดินพิพาทกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1253 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ยาวประมาณ 91 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1251 และ 1252 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยาวประมาณ 63 เมตร และ 72.50 เมตร ตามลำดับเป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งเจ็ด เพื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งเจ็ดรื้อสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่ได้กระทำลงบนทางพิพาท ให้จำเลยทั้งเจ็ดทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งเจ็ด คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าขอให้งดการบังคับคดี โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาเฉพาะที่ให้รื้อสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวอาคารหรือตึกแถวที่ตั้งอยู่บนทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร และให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมเฉพาะทางภาระจำยอมด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร นอกจากที่ให้งดการบังคับคดีดังกล่าวนี้แล้ว การบังคับคดีในส่วนอื่นตามคำพิพากษาคงให้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย สำหรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุตามที่ผู้ร้องอ้างไม่ถือเป็นเหตุเพียงพอที่จะให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดที่ว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะขอให้ย้ายทางภาระจำยอมบางส่วนและงดการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดได้หรือไม่เพียงใดนั้น ประการแรกที่จำเลยทั้งเจ็ดขอให้ย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร ไปใช้ทางที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายวิมลทนายจำเลยทั้งเจ็ดประกอบกับคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร มีบางส่วนอยู่เลยเข้าไปในที่ดินและตึกแถวของผู้ซื้อบ้านจัดสรร จำเลยทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ได้สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดีเป็นการถาวรมั่นคง กว้างประมาณ 6 เมตร ขึ้นมาใหม่ถัดจากทางภาระจำยอมเดิมเล็กน้อย ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางเดินหรือใช้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้สะดวกปลอดภัยโดยไม่จำต้องสร้างสะพานไม้บนถนนดังกล่าวอันจะก่อให้เกิดความยากลำบากในการสัญจรขึ้นอีก

ทั้งในส่วนของทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรนี้ ทนายโจทก์ทั้งเจ็ดก็แถลงรับข้อเท็จจริงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แล้วว่า ตำแหน่งของทางภาระจำยอมส่วนนี้ส่วนใหญ่จะทับกับถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นคงมีบางส่วนที่ทับกับตึกแถวของนางนิรมลที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวและทับกับตึกแถวซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปอีกสองห้องเพียงเล็กน้อย

ศาลฎีกาเห็นว่า ทางภาระจำยอมส่วนนี้เดิมเป็นที่ต่ำจึงต้องสร้างสะพานใม้ขึ้นเป็นทางเดินมีความกว้างเพียง 70 ถึง 80 เซนติเมตร ส่วนถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถาวรมั่นคงมีความกว้างถึงประมาณ 6 เมตร ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์ได้สะดวกสบายกว่าทางภาระจำยอมเดิมมาก นอกจากนี้ปรากฏว่าตึกแถวที่จำเลยทั้งเจ็ดก่อสร้างมีจำนวนถึง 3 คูหา ที่รุกล้ำเข้ามาทับทางภาระจำยอมบางส่วนซึ่งเห็นได้ชัดว่าหากต้องมีการรื้อตึกแถวในส่วนที่รุกล้ำทุกคูหาย่อมจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นการย้ายทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตร จากที่เดิมไปยังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นจึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งเจ็ดรวมถึงโจทก์ทั้งเจ็ด และยังเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย

จำเลยทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกให้ย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไปยังถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ซึ่งการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามหรือขัดกับคำวินิจฉัยชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลฎีกาดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกากล่าวอ้าง เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจจะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใดและต้องการกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง

ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายภาระจำยอมได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้น ตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอให้ย้ายทางภาระจำยอมก็ย่อมสามารถกระทำได้ แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม ...และเมื่อจำเลยทั้งเจ็ดขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดย้ายทางภาระจำยอมเดิมมายังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่แล้วถนนคอนกรีตย่อมตกเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมซึ่งเป็นสะพานไม้เดิมจำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องจดทะเบียนถนนคอนกรีตให้เป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมเดิมด้วย โดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่ต้องสร้างสะพานไม้ขึ้นมาบนทางภาระจำยอมนี้อีก...

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้ายทางภาระจำยอมด้านที่มีความยาว 63 เมตรเดิมไปใช้ทางซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้างประมาณ 6 เมตร ที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นติดและทับกับทางภาระจำยอมเดิม โดยให้จำเลยทั้งเจ็ดดำเนินการเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ทางภาระจำยอมใหม่ได้ หากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็ให้จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ออกใช้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนถนนคอนกรีตดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมแทนทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิม หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้งดการบังคับคดีในส่วนที่ต้องรื้อกำแพงรั้วและตึกแถวที่สร้างเฉียงล้ำทางภาระจำยอมความยาว 91 เมตร และทางภาระจำยอมความยาว 63 เมตรเดิมเสีย กับให้งดการก่อสร้างสะพานไม้บนทางภาระจำยอมทั้งสองทางดังกล่าว ส่วนทางภาระจำยอมความยาว 72.50 เมตร คงให้ดำเนินการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นซึ่งออกตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ค่าคำร้องเป็นพับ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิสิฐ ฐิติภัค · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายโสภณ บางยี่ขัน
ศาลอุทธรณ์ - นางปดารณี ลัดพลี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.517/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3676/2534
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2566

ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ตัดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเรียกว่าภารยทรัพย์ ในอันที่ต้องยอมรับกรรมบางอย่างด้วยการงดเว้นการใช้สิทธิในทรัพย์สินของตนเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10665/2558

จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการกับผู้ซื้อพร้อมกับแจกใบโฆษณาให้แก่ผู้ซื้อด้วย ใบโฆษณาจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายด้วย จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาโดยจัดทำสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ได้ขนาดตามที่ไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8168/2554

โจทก์กับบริวารใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 บริเวณที่เป็นทางคอนกรีตเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2516 ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7995 มาโดยตลอดจำเลยทั้งสี่กับพวกมาซื้…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 36425)

บิดาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินให้โจทก์โดยรับรองว่าจะจัดให้มีทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะได้ ซึ่งเป็นข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่มีลักษณะคล้ายภารจำยอมอันเป็นทรัพยสิทธิเมื่อโจทก์ไม่จดทะเบียนการได้มาจึงไม่บ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 446/2541

เดิม ค.สามีโจทก์ที่ 1 และโจทก์ทั้งสองได้ใช้ทางเดินบนที่ดินของ พ.ทางด้านทิศตะวันออกออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันเกินกว่า10 ปี ที่ดินของ พ.ดังกล่าวจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของ ค.ตาม ป.พ.พ.…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้