Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์โจทก์จะขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา4,400บาทก็ตามแต่ความประสงค์หลักตามฟ้องของโจทก์ก็คือขอไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่1เนื่องมาจากล. มอบที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่1ทำกินต่างดอกเบี้ยดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าล. เป็นหนี้จำเลยที่1จำนวน99,900บาทโจทก์ก็ต้องไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา99,900บาทและศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้ไถ่คืนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้กันจริงได้โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายล้วนหรือล้วนยอดเล็ก นางล้วนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 8 ตำบลกังแอนอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เมื่อปี 2513 นางล้วนกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 4,400 บาท โดยมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1ทำนาแทนดอกเบี้ย ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ เพียงแต่ตกลงกันว่าเมื่อนางล้วนมีเงินไปไถ่ถอนเมื่อใด จำเลยที่ 1 ก็จะส่งมอบที่ดินพิพาทคืน ระหว่างที่นางล้วนมีชีวิตอยู่ ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 2 ไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาสุรินทร์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไถ่ถอนที่ดินพิพาทจากธนาคารแล้ว

จำเลยที่ 2 ไม่ยอมนำต้นฉบับ น.ส.3 ก. มาคืนแก่โจทก์ นางล้วนถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์และทายาท เมื่อเดือนมีนาคม2534 โจทก์ขอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ไม่ยอมให้ไถ่ถอน โจทก์ไปร้องเรียนต่อผู้ใหญ่บ้าน กำนันและอำเภอ จำเลยที่ 1 ยอมให้ไถ่ถอน แต่จะให้ไถ่ถอนในราคา99,900 บาท ขอให้จำเลยที่ 1 รับชำระหนี้เป็นเงิน 4,400 บาทแล้วส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทและต้นฉบับ น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า มารดาโจทก์กู้ยืมเงินนางแพ สุดสัมฤทธิ์ภรรยาจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำนวน 99,900 บาท โดยมอบที่ดินพิพาทให้นางแพทำนาต่างดอกเบี้ย กำหนดระยะเวลาไถ่ถอนคืน 1 ปีโดยทำสัญญาขายฝากกันเองไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อครบกำหนดมารดาโจทก์ไม่มีเงินไถ่ถอน จึงสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางแพนางแพกับจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของโดยสุจริตติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ดินพิพาทตกเป็นของนางแพแล้ว ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยืม น.ส.3 ก.ที่ดินพิพาทจากมารดาโจทก์ ที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่าโจทก์เป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วน

ยอดเล็กมารดาผู้ถึงแก่กรรม เมื่อปี 2513 นางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1จำนวน 4,400 บาท แล้วมอบที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ยต่อมานางล้วนถึงแก่กรรม โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วนได้ไปขอชำระหนี้และไถ่ที่ดินพิพาทคืนแต่จำเลยที่ 1ไม่ยอมให้ไถ่ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 ในราคา 4,400 บาท หรือไม่ประเด็นข้อนี้เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า หลังจากนางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1 ครั้งแรกจำนวน 4,400 บาทแล้ว นางล้วนได้กู้เงินจำเลยที่ 1 เพิ่มอีกหรือไม่ โจทก์เบิกความว่านางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1 เพียง 4,400 บาท เท่านั้น ที่โจทก์ทราบเพราะนางล้วนเคยเล่าให้ฟัง แต่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า

หลังจากนางล้วนกู้เงินจากจำเลยที่ 1 ครั้งแรกแล้ว ต่อมานางล้วนก็ขอกู้เพิ่มเติมอีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายรวมเป็นเงิน 99,900บาท โดยนางล้วนทำสัญญาขายฝากไว้ให้ ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.1ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า เมื่อโจทก์ไปร้องเรียนต่อ นายโยชน์สมนิยามรัตน์ กำนันท้องที่ที่เกิดเหตุ เพื่อให้บุคคลดังกล่าวไกล่เกลี่ยให้จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ไถ่ที่ดินพิพาทคืน หลังจากนายสิงขร ผู้ใหญ่บ้านไกล่เกลี่ยไม่เป็นผลสำเร็จ ได้ความจากนายโยชน์พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ยืนยันว่า นางล้วนได้กู้เงินจำเลยที่ 1 ไปหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายรวมแล้ว 99,900 บาทปรากฎตามสัญญาขายฝากเอกสารหมาย ล.1 หรือ จ.4 เมื่อโจทก์จะขอไถ่ในราคา 4,400 บาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ยอมให้ไถ่ และว่าถ้าจะไถ่ต้องไถ่ในราคา 99,900 บาท

เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์ก็ไปร้องเรียนต่ออำเภอ ทางอำเภอจึงเรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปไกล่เกลี่ย จากคำเบิกความของนายเถลิงศักดิ์ทองขาว ปลัดอำเภอผู้ทำการไกล่เกลี่ย ได้ความว่าโจทก์อ้างว่านางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1 ไป 4,400 บาท เท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่า นางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1 ไปหลายครั้งครั้งสุดท้ายรวมแล้วเป็นเงิน 99,900 บาท โดยจำเลยที่ 1 นำสัญญาขายฝากไปแสดงด้วย โจทก์ได้เสนอจะขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา40,000 บาท นายเถลิงศักดิ์ได้บันทึกไว้ ปรากฎตามเอกสารหมาย จ.3นายเถลิงศักดิ์เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด จึงเชื่อได้ว่าคำเบิกความของนายเถลิงศักดิ์เป็นความจริง

การที่โจทก์เสนอขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา 40,000 บาทซึ่งสูงกว่าจำนวนหนี้ที่โจทก์อ้างมาเช่นนี้ ย่อมแสดงว่า โจทก์ก็ทราบว่านางล้วน กู้เงินจากจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมภายหลังอีกอย่างแน่นอน เพราะมิฉะนั้นแล้ว โจทก์คงไม่เสนอราคาขอไถ่สูงถึง 40,000 บาท ในเรื่องเกี่ยวกับจำนวนหนี้ที่นางล้วนเป็นหนี้จำเลยที่ 1 นี้ นอกจากจำเลยที่ 1 จะอ้างแต่แรกแล้วว่านางล้วนได้กู้เงินของจำเลยที่ 1 ไปหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายรวมเป็นเงิน 99,900 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีสัญญาขายฝากเอกสารหมาย ล.1 หรือ จ.4 มาแสดง ซึ่งสัญญาดังกล่าวระบุไว้ว่านางล้วนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และนางแพเป็นเงิน99,900 บาท แม้สัญญาขายฝากจะทำกันเองมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคแรก

ก็ตาม แต่เอกสารการขายฝากที่ทำกันไว้ย่อมถือได้ว่าเป็นนิติกรรมสัญญากู้เงินเป็นลายลักษณ์อักษรนั่นเองสัญญาฉบับนี้นางล้วนได้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย หากนางล้วนมิได้กู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 99,900 บาท จริง ก็ไม่เชื่อว่านางล้วนจะทำสัญญาขายฝากเอกสารหมาย ล.1 หรือ จ.4 ไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์เองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า สัญญาขายฝากดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเชื่อว่าเอกสารหมาย ล.1 เป็นเอกสารที่แท้จริง สำหรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่านางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1 เพียง 4,400 บาท มิได้กู้เพิ่มเติมอีกนั้น คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์ลอย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดีกว่าของโจทก์ฟังได้ว่านางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 99,900 บาท

จริงสำหรับปัญหาที่ว่า โจทก์จะขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่านางล้วนได้เจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 หรือนางแพแล้วแต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว คงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ เท่านั้น อีกทั้งถ้านางล้วนเจตนาสละการครอบครองจริง นางล้วนคงไม่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัดสาขาสุรินทร์ แต่น่าจะมอบอำนาจให้โอนที่ดินแก่จำเลยที่ 1หรือนางแพลอย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางล้วนกู้เงินจำเลยที่ 1 แล้วมอบที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ทำกินต่างดอกเบี้ยเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนางล้วนจึงมีสิทธิจะขอชำระหนี้เพื่อไถ่ที่ดินพิพาทคืนได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปจึงมีว่า โจทก์จะต้องไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคาเท่าใด เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ โจทก์จะขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา 4,400 บาท ก็ตามแต่ความประสงค์หลักตามฟ้องของโจทก์ก็คือขอไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 เนื่องมาจากนางล้วนมอบที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1ทำกินต่างดอกเบี้ย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางล้วนเป็นหนี้จำเลยที่ 1 จำนวน 99,900 บาท โจทก์ก็ต้องไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา 99,900 บาท และศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้ไถ่คืนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้กันจริงได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอประเด็นข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ประเด็นข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 2 ขอยืม น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทจากนางแพภรรยาของจำเลยที่ 1 ไปจำนองประกันหนี้เงินกู้โดยนางล้วนทำหนังสือมอบอำนาจให้ด้วย ซึ่งนางแพก็เบิกความว่าจำเลยที่ 2 ขอยืมน.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทไปจากนางแพจริง ที่นางแพยึดถือ น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทไว้นั้น เชื่อว่าเป็นเพราะนางแพเป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 เงินที่นางล้วนกู้ไปจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 กับนางแพทำมาหาได้ด้วยกันเมื่อนางล้วนกู้เงินไปจากจำเลยที่ 1 และมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ทำกินต่างดอกเบี้ย และนางล้วนยังมิได้ชำระหนี้เพื่อไถ่ที่ดินพิพาทคืน จึงเชื่อว่านางล้วนได้มอบ

น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และนางแพยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ด้วยเหตุนี้จึงเชื่ออีกว่า จำเลยที่ 2 ยืม น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทไปจากจำเลยที่ 1 และนางแพไปจำนองประกันหนี้เงินกู้โดยนางล้วนเจ้าของที่ดินพิพาททำหนังสือมอบอำนาจให้นำไปจำนองเมื่อจำเลยที่ 2 ไถ่จำนองคืนจำเลยที่ 2 จึงได้มอบ น.ส.3 ก.สำหรับที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 และนางแพ จำเลยที่ 2จึงมิได้ยึดถือ น.ส.3 ก. ไว้แต่อย่างใด ดังนั้นจำเลยที่ 2จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืน น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับชำระหนี้จากโจทก์จำนวน 99,800 บาท และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ พร้อม น.ส.3 ก. สำหรับที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 99,900 บาท ครบถ้วนแล้วนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิมล สมานิตย์ · สมชัย สายเชื้อ · กนก พรรณรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2568

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้