Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อในโฉนดที่พิพาทแทนโจทก์เท่านั้น และการนำสืบเช่นนี้ยังเป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วยซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อปี 2530 นางแก้ว คงแสงดาวกับนางสาคร ยิ้มย่อง บริจาคที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ ให้สร้างวัดโจทก์ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพระภิกษุในวัดเป็นกรรมการผู้ดูแลวัด และจำเลยที่ 2เป็นผู้ทำบัญชีรับจ่ายของโจทก์ จำเลยที่ 1 เริ่มก่อสร้างวัดโจทก์ แต่เนื่องจากด้านหน้าโบสถ์มีพื้นที่แคบ นางสวงค์ บุญญะสิทธิ์ จึงบริจาคที่พิพาทโฉนดเลขที่ 27374 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่3 งาน 9 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดหน้าโบสถ์ให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับบริจาคและลงชื่อในโฉนดถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์2533 ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 ขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยพลการ

การซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ และวันที่ 13 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2ขายที่พิพาทต่อไปให้แก่จำเลยที่ 3 การซื้อขายจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะนิติกรรมการโอนที่วัดจะทำได้โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น โจทก์ขอให้จำเลยที่ 3 โอนที่พิพาทคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2กับที่ 3 เป็นโมฆะให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายทั้ง 2 ครั้ง และให้จำเลยที่ 3คืนโฉนดที่พิพาทแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทหรือไม่ และการซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นโมฆะหรือไม่

จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27374 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2531 มีพระครูโอภาสธัญญกิจเป็นเจ้าอาวาส ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 27374 ตำบลประชาธิปัตย์

อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 3 งาน 9 ตารางวาจำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางสวงค์ บุญญะสิทธิ์โดยมีสัดส่วนตามจำนวนเนื้อที่ที่พิพาท ต่อมามีการแบ่งแยกเฉพาะที่พิพาทออกเป็นสัดส่วน โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันที่ 18 มีนาคม 2535จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 13 ธันวาคม2537 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 รายละเอียดตามสารบัญจดทะเบียน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าการที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่พิพาทเป็นการถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์นั้น เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) หรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลดังกล่าวก็เพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้มีชื่อในโฉนดที่พิพาทแทนโจทก์เท่านั้น และการนำสืบเช่นนี้ยังเป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วยซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารไม่

กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยทั้งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเมธ ตังคจิวางกูร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้