Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7107/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานการเงิน มีหน้าที่รักษาเงินสดและทำบัญชีรับจ่าย ทุกประเภทตามคำสั่งของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป เช่นนี้เป็นการอ้างว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 อันเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 570,416.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 451,374.62 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อพ้นกำหนด1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานการเงินมีหน้าที่รับผิดชอบการเงินของโจทก์ประจำสาขาเวียงป่าเป้า ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2536 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1ได้ทำเอกสารปลอมและเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวน366,618.60 บาท รวมทั้งได้เบียดบังเอาเงินที่ตัวแทนโจทก์นำส่งเป็นเบี้ยประกันภัยไปอีกจำนวน 33,384.10 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 400,002.70 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดชดใช้คืนแก่โจทก์ โจทก์พบการกระทำของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10พฤศจิกายน 2536 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2539แม้จะเกิน 1 ปี แต่ฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องผิดสัญญารวมอยู่ด้วยซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความเอาไว้ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปีฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 400,002.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 เมษายน 2537เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไป แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเกิน 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานการเงิน มีหน้าที่รักษาเงินสดและทำบัญชีรับจ่ายทุกประเภทตามคำสั่งของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไป เช่นนี้เป็นการอ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1อันเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงาน กรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่จำเลยที่ 1เริ่มผิดสัญญาจ้างแรงงานวันที่ 19 มีนาคม 2536 ถึงวันฟ้องวันที่5 มกราคม 2539 ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ตันติเตมิท · สมมาตร พรหมานุกูล · พิมล สมานิตย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้